หลังบ้านของ “ปืนใหญ่”

    ทีม “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล ทีมดังจากกรุงลอนดอน เป็นทีมที่มักมีปัญหาในแนวรับมาโดยตลอดในระยะหลัง หลังจากที่หมดยุคของโซล แคมป์เบลล์ กองหลังจอมแกร่งของทีมไป ทำให้พวกเขาไม่ประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาเป็น 15 ปีแล้ว ซึ่งเป็นมาตลอดในระยะหลังในยุคการคุมทีมของอาร์เซน เวนเกอร์ ยอดกุนซือชาวฝรั่งเศสที่มักมีแนวรุกที่ยอดเยี่ยมโดยตลอด แต่แนวรับกลับแก้ไขปัญหาไม่ได้เสียที จนในฤดูกาลนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงกุนซือมาเป็นอูไน อเมรี่ กุนซือหนุ่มชาวสเปนที่ออกจากการคุมทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมงมา ก็ยังถูกแนวรับที่มีปัญหาตามมาหลอกหลอนอีกครั้งในแล้วในช่วงเวลานี้ ถึงแม้ว่ากุนซือวัย 46  ปีจะมีการเสริมแนวรับในช่วงก่อนเปิดฤดูกาลมาร่วมทีมถึง 2 คนก็ตาม

หลังจากที่ถูกแต่งตั้งให้เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมในถิ่นเอมิเรต สเตเดี้ยมเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา อูไน อเมรี่ได้จัดการคว้าตัวโซคราติส ปาปาสตาโธปูลอส ปราการหลังทีมชาติกรีซจากโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์มาร่วมทีมด้วยค่าตัว 20 ล้านยูโร และสเตฟาน ลีชสไตเนอร์ แบ็คขวาจอมเก๋าของทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ที่หมดสัญญากับทางยูเวนตุสพอดี ทำให้สามารถดึงตัวมาร่วมทีมได้โดยไม่เสียค่าตัว แต่พวกเขาก็ต้องเสียกองหลังในช่วงนั้นไปถึง 2 คนเช่นกัน คือแพร์ แมร์เตซัคเกอร์ ปราการหลังร่างสูงยาวเยอรมันที่ประกาศแขวนสตั๊ดไป และปล่อยตัวคาลั่ม แชมเบอร์ส กองหลังวัย 23 ปีไปให้กับฟูแล่ม คู่ปรับร่วมลีกที่ยืมตัวไปใช้งาน 1 ฤดูกาล ซึ่งจำนวนนักเตะในแนวรับของทีมก็ถือว่ามีอยู่พอสมควร แต่ทว่าพอเริ่มต้นฤดูกาลไปเรื่อยๆ อูไน อเมรี่ ก็ต้องพบกับปัญหาที่ตามมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นฤดูกาลที่โลร็องต์ กอสเซียนี่ ปราการหลังชาวฝรั่งเศสที่มีอาการบาดเจ็บมาตั้งแต่เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทำให้ยังไม่สามารถส่งลงสนามได้ รวมถึงเซอาด โคลาซินาช แบ็คซ้ายชาวบอสเนียก็มาบาดเจ็บในช่วงพรีซีซั่นก่อนเริ่มฤดูกาลอีก ซึ่งไม่ใช่เพียงเท่านั้นเมื่อเล่นไปเล่นมาซโคดราน มุสตาฟี่ กองหลังทีมชาติเยอรมันก็มาเจ็บไปอีกราย รวมถึงล่าสุดร็อบ โฮลดิ้งก็มาเจ็บไปอีก ซึ่งทำให้ในศึกคาราบาว คัพที่แพ้ให้กับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส อูไน อเมรี่ต้องปรับเอากรานิค ชาก้า กองกลางทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ขยับลงมาเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟร่วมกับโซคราติส ปาปาสตาโธปูลอสเลยทีเดียว ซึ่งยังดีที่ดูเหมือนว่าโลร็องต์ กอสเซียนี่จะหายเจ็บกลับมาพอดี แต่เขามักจะมีอาการบาดเจ็บรบกวนโดยตลอด ทำให้อาร์เซน่อลอาจจะมีปัญหานี้อีกในช่วงที่เหลือของฤดูกาลนี้

ตลาดที่ ‘ผี’ ไม่ควรลง

 

ตลาดซื้อขายนักเตะของวงการฟุตบอลนั้นในแต่ละปีจะมีการเปิดอยู่เพียงแค่ 2 ช่วงเท่านั้น คือตลาดซื้อขายช่วงฤดูร้อน ที่จะเปิดในเดือนกรกฏาคม และจะปิดตัวลงในเดือนสิงหาคม ซึ่งแล้วแต่กฏของแต่ละลีกว่าจะปิดตัวลงวันไหน ซึ่งจะเป็นตลาดซื้อขายหลักที่มักจะมีการซื้อขายกันอย่างมหาศาล เนื่องจากเป็นช่วงที่ยังไม่เปิดฤดูกาล ส่วนอีกช่วงคือตลาดหน้าหนาวที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 มกราคม และจะไปปิดตัวลงในวันสุดท้ายของเดือน หรือบางปีจะเป็นช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อขายเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของแต่ละทีมเท่านั้น หรือบางทีมอาจจะไม่มีการโยกย้ายนักเตะเลยก็ได้ ซึ่งทีมที่ถูกเพ่งเล็งว่าจะทำการเสริมทัพมากที่สุดในตลาดหน้าหนาวที่กำลังจะถึงนี้คือทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มีการเปลี่ยนกุนซือใหม่จากโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีส มาเป็นโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ อดีตกองหน้าชาวนอร์เวย์ของทีมที่จะเข้ามาคุมทีมแทนในช่วงที่เหลือของฤดูกาล ซึ่งทีมดังจากเกาะอังกฤษตกเป็นข่าวว่าต้องการตัวนักเตะหลายราย และรองประธานสโมสรอย่างเอ็ด วู๊ดเวิร์ด ซีอีโอคนเก่งก็มีงบให้จับจ่ายใช้สอยถึง 50 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ซึ่งตอนแรกนั้นตัวเลขเป็น 100 ล้านปอนด์เลยด้วยซ้ำในช่วงที่โชเซ่ มูรินโญ่คุมทีมอยู่ แต่พอมีการเปลี่ยนแผนทำให้ถูกลดงบประมาณเหลือเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

การซื้อนักเตะในหน้าหนาวนี้มักไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากเหตุผลหลายประการ และเหตุผลหนึ่งก็คือทีมที่ซื้อมักจะถูกโก่งราคาแบบมหาศาล เหมือนอย่างที่ลิเวอร์พูลคว้าตัวเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ไปร่วมทีมเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา เช่นเดียวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในช่วงนี้ที่จะถูกโก่งสุดโต่งอย่างแน่นอน ไม่ว่านักเตะที่เขาจะคว้าตัวมาร่วมทีมจะเป็นใครก็ตาม เนื่องจากรู้กันทั้งวงการว่าทีม “ปีศาจแดง” มีปัญหามาก และไม่มีทางเลือกมากนัก ทำให้เป็นตลาดซื้อขายที่พวกเขาไม่ควรเดินลงไปช็อปปิ้งเลยด้วยซ้ำ ซึ่งไม่ใช่แค่เหตุผลนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นเหตุผลที่ว่าโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์นั้นเป็นกุนซือขัดตาทัพเท่านั้น ซึ่งการซื้อของเขาอาจจะไม่ตรงกับความต้องการของกุนซือที่จะมาทำทีมแบบถาวรหลังจบฤดูกาลนี้ก็ได้ รวมถึงการที่พวกเขายังไม่สามารถหาผู้อำนวยการฟุตบอลมารับตำแหน่งได้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทีมไม่ควรลงทุนอะไรที่อาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นอีกในช่วงนี้

ผลงานที่ผ่านมาของ ‘โซลชาร์’

 

หลังจากที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้นได้ทำการประกาศแต่งตั้งโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ อดีต 1 ใน 4 กองหน้าชุดที่คว้าทริปเปิ้ล แชมป์ในฤดูกาล 1998-1999 ภายใต้การคุมทีมของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน ให้เข้ามาคุมทีมเพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่โชเซ่ มูรินโญ่ ทิ้งปัญหาไว้อย่างมากมายไปจนจบฤดูกาลนี้ ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ของแฟนบอล ‘เรด อาร์มี่’ นั้นให้การสนับสนุนอดีตเพชรฆาตหน้าหยกรายนี้อย่างแน่นอน แต่ก็มีส่วนเล็กน้อยเช่นกันว่าความสามารถของอดีตซุเปอร์ซับรายนี้จะมีมากพอที่จะคุมนักเตะเจ้าปัญหาภายในทีมอยู่หรือไม่ด้วย ซึ่งหากลองดูประสบการณ์ในการคุมทีมของเขาจะเห็นได้ว่าเขามีประสบการณ์มาพอสมควรทีเดียว

กุนซือหนุ่มวัย 45 ปีได้ทำการประกาศแขวนสตั๊ดตั้งแต่ฤดูกาล 2006-2007 กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งตอนนั้นเขามีวัยเพียง 31 ปีเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพที่ค่อนข้างเร็วทีเดียว แต่ด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรังของเขาในช่วงหลังด้วย ที่ทำให้โซลชาร์ตัดสินใจเลิกเล่นในที่สุด และเขาก็ได้ผันตัวไปเป็นโค๊ชทีมเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งเขาก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการพาทีมมเยาวชนคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จอีกด้วย หลังจากนั้นเขาก็ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้จัดการทีมอย่างเต็มตัวด้วยการไปคุมทีมโมลด์ ทีมในบ้านเกิดของเขา ซึ่งสามารถพาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของนอร์เวย์ได้ 2 ฤดูกาลติดต่อกันเลยทีเดียว ทั้งๆ ที่โมลด์ไม่ใช่ทีมใหญ่ของลีกนี้ด้วยซ้ำ โดยทีมดังของลีกนอร์เวย์นั้นจะเป็นโรเซนบอร์ก ที่ถือว่าได้แชมป์บ่อยที่สุดในช่วงหลัง แต่เขาก็สามารถพาโมลด์คว้าแชมป์ได้ถึง 2 ปีซ้อน ทำให้คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ที่ตอนนั้นกำลังลุ้นหนีตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกดึงตัวมาคุมทีม แต่ทว่าเขาไม่สามารถช่วยให้ทีมดังจากเวลส์รอดพ้นการตกชั้นได้ในปี 2014 ทำให้ได้คุมทีมเพียงแค่ 30 นัดเท่านั้น หลังจากนั้นเขาจึงย้ายกลับไปคุมทีมโมลด์อีกครั้งจนถึงปัจจุบัน ซึ่งถึงแม้ว่าคราวนี้เขาจะไม่สามารถช่วยทีมคว้าแชมป์ได้ใน 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา เนื่องจากลีกมีคุณภาพที่สูงขึ้น แต่ทว่าสถิติของเขาในการคุมทีมนั้นดีขึ้นทุกปี โดย 2 ปีหลังสุดเขาพาทีมเป็นรองแชมป์ทั้ง 2 ฤดูกาล และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือเมื่อฤดูกาลล่าสุดเขาสามารถพาทีมกลายเป็นทีมที่ยิงประตูได้มากที่สุดของลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยเฉลี่ยแล้วโมลด์ทำได้ถึง 2 ประตูต่อนัดเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นค่าเฉลี่ยที่ยอดเยี่ยมทีมเดียวสำหรับลีกรองแบบนี้ ซึ่งถือว่าน่าสนใจทีเดียวกับโอกาสในการคุมทีมครั้งนี้ของโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์

ความวุ่นวายหลังปีใหม่

    ใกล้จะถึงช่วงเทศกาลปีใหม่เข้าไปทุกทีแล้ว ซึ่งจะเป็นช่วงที่ฟุตบอลในหลายๆ ประเทศในยุโรปจะเริ่มมีการพักเบรคเพื่อหนีอากาศที่หนาวเหน็บของทวีปยุโรป ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นช่วงที่มีหิมะตก และปกคลุมสนามฟุตบอลอีกด้วย ทำให้ถือว่าเป็นช่วงพักครึ่งฤดูกาลของหลายๆ ลีก แต่กับฟุตบอลอังกฤษแล้วกลับเป็นเทศกาลที่จะมีการแข่งขันฟุตบอลกันมากที่สุดในแต่ละฤดูกาลเลยก็ว่าได้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งสำหรับศึกพรีเมียร์ลีกของอังกฤษอีกด้วย ส่วนบรรดาทีมในลีกอื่นๆ นั้นถึงแม้ว่าอาจจะไม่มีโปรแกรมทำการแข่งขันก็ตาม แต่ในส่วนการจัดการและการบริหารนั้นยังต้องดำเนินต่อไปอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ตลาดซื้อขายนักเตะหน้าหนาวจะเริ่มเปิดตัวขึ้นอีกครั้งด้วย โดยตลาดรอบนี้จะมีระยะเวลาในการซื้อขายเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น ซึ่งถึงแม้ว่าส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีการซื้อตัวที่เป็นบิ๊กดีลเกิดขึ้น แต่ก็มักจะมีการซื้อขายอยู่ตลอด เพราะบางทีมยังคงต้องแก้ปัญหาจุดอ่อนของทีมที่พบในช่วงครึ่งฤดูกาลแรก รวมถึงการซื้อเพื่อเข้ามาทดแทนนักเตะที่บาดเจ็บยาวอีกด้วย และมันยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงภายในทีมด้านอื่นๆ อย่างเช่นการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซือ ที่ดูวี่แววและกระแสข่าวในช่วงนี้แล้ว น่าจะมีการโยกย้ายกันไม่น้อยเลยทีเดียวในตำแหน่งผู้จัดการทีมของทีมใหญ่ๆ ในยุโรป

ทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ชิงปลดผู้จัดการทีมอย่างโชเซ่ มูรินโญ่ไปก่อนแล้ว และจะดึงกุนซือเข้ามารักษาการแทนชั่วคราว ซึ่งมันถือว่าเป็นวัฏจักรแรกของการเปลี่ยนแปลงที่ได้เริ่มต้นขึ้นไปแล้ว ดังนั้นต่อไปทีมใหญ่ๆ ที่จะมีการเปลี่ยนกุนซือต่อจากนี้อาจจะเล็งไปที่โชเซ่ มูรินโญ่เป็นลำดับแรก ซึ่งหากว่ามีทีมไหนมารับไม้ต่อโชเซ่ มูรินโญ่ไป วัฏจักรการเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมก็จะดำเนินการต่อทันที ซึ่งไม่ใช่แค่โชเซ่ มูรินโญ่เท่านั้นที่เป็นกุนซือดังแล้วยังว่างงาน เพราะว่ามันยังมีทั้งซีเนอดีน ซีดาน ยอดกุนซือชาวฝรั่งเศส อาร์เซน เวนเกอร์ บรมกุนซือจอมเก๋าก็ประกาศว่าจะพร้อมรับงานอีกครั้งในช่วงปีใหม่ รวมถึงกุนซือหนุ่มฝีมือดีอย่างอันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือชาวอิตาเลี่ยนที่ก็ว่างงานมาได้ครึ่งปีแล้วด้วย ซึ่ง 2 ทีมยักษ์ใหญ่ของเมืองมิลานที่กำลังมีการพิจารณาการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซืออยู่ในเวลานี้ ถือว่ามีชื่อของกุนซือว่างงานเหล่านี้อยู่ในลิสต์ที่จะดึงตัวมาคุมทีมอย่างแน่นอน ซึ่งถือว่าจะมีการเจรจากันอย่างดุเดือดแน่นอนในเมืองมิลานช่วงปีใหม่ที่จะถึงนี้

The Shining เตรียมสร้างภาคต่อในชื่อ Doctor Sleep วางคิวฉายปี 2020

 

แฟนหนังสยองขึ้นหิ้งอย่าง The Shining เตรียมสยองอีกครั้ง เมื่อ Warner Bros. Pictures สตูดิโอใหญ่ของฮอลลีวู้ดประกาศสร้างภาคต่อในชื่อ Doctor Sleep จากนิยายขายดีของ สตีเฟ่น คิง

นับเป็นเวลานานกว่า 40 ปีแล้วที่ภาพยนตร์สยองขวัญคลาสสิคอย่าง The Shining (โรงแรมผีนรก) ออกฉายเมื่อปี 1980 ที่สร้างความหลอนให้กับผู้ชมและคำวิจารณ์ว่าเป็นหนังสยองขวัญที่ได้รับการกล่าวขานมากที่สุดเรื่องหนึ่ง แม้ว่าเรื่องราวของโรงแรมผีนรกจะจบลงไปแล้ว ล่าสุดก็มีข่าวดีแก่แฟนหนังสยองขวัญเรื่องนี้กับโปรเจคภาคต่อ Doctor Sleep ที่มีข่าวการสร้างตั้งแต่ปี 2016 ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้วพร้อมประกาศวันฉาย 24 มกราคม 2020

สำหรับคนที่จะรับหน้าที่กำกับทางเว็บไซต์ Den of Geek รายงานว่า ไมค์ ฟลานาแกน ผู้กำกับจาก Oculus (2014) และ It: Chapter One (2017) จะมารับหน้าที่กำกับ พร้อมด้วย อคิวา โกลด์แมน ผู้เขียนบทจาก I, Robot (2004), The Da Vinci Code (2006), I Am Legend (2007), The Dark Tower (2017) จะมารับหน้าที่เขียนเรื่องราวความสยองของภาคต่อนี้ ส่วนทางนักแสดงคาดว่าได้ ยวน แมกเกรเกอร์ (Ewan McGregor) มารับบท แดนนี่ ทอร์เรนซ์ ในวัยผู้ใหญ่

The Shining ภาพยนตร์สยองขวัญ – จิตวิทยา ออกฉายในปี 1980 ผลงานกำกับโดย สแตนลีย์ คูบริก ดัดแปลงจากนิยายในชื่อเดียวกัน ประพันธ์โดย สตีเฟ่น คิง นำแสดงโดย แจ็ค นิโคลสัน, เชลลี ดูวาลล์, แดนนี่ ลอยด์ เมื่อออกฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากทั้งรายได้และคำวิจารณ์ รวมถึงถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในหนังสยองขวัญยอดเยี่ยมตลอดกาลและเป็นหนึ่งในหนังดัดแปลงนิยายของสตีเฟ่น คิง ดีที่สุดนับตั้งแต่เรื่อง Carrie (1974) รวมถึงเป็นนิยายที่แจ้งเกิดให้กับเขาอีกด้วย

ในหนังภาคแรกบอกเล่าเรื่องราวของ ครอบครัวหนึ่ง เดินทางไปยังโรงแรม Overlook Hotel โรงแรมหรูตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางชนบท โดยพวกเขาไม่รู้เลยว่า โรงแรมแห่งนี้มีประวัติเคยเกิดเหตุฆาตกรรมโหดและมีวิญญาณสิงอยู่ในโรงแรมแห่งนี้ ซึ่งครอบครัวนี้ต้องเผชิญกับสิ่งที่มองไม่เห็นและหลอนหนักขึ้น จนค่ำคืนหนึ่งเหตุการณ์สยองขวัญสุดโหดได้เริ่มต้นขึ้น…

โดยภาพยนตร์ภาคต่อ Doctor Sleep จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ แดนนี่ ทอร์เรนซ์ ในวัยผู้ใหญ่ ลูกชายของ แจ็ค ทอร์เรนซ์ ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์สยองในภาคแรก ทั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยเรื่องย่อและนักแสดงรายอื่นอย่างเป็นทางการ

สำหรับ Doctor Sleep เชื่อว่าคงประสบความสำเร็จเหมือนกับ The Shining การันตีด้วยฝีมือกำกับของ ไมค์ ฟลานาแกน ที่เคยนำนิยายของ สตีเฟ่น คิง มาสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้วอย่าง It: Chapter One (2017) ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากทั้งรายได้ที่กวาดทั่วโลกไปกว่า 700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากทุนสร้างเพียง 35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

โบท็อกซ์

     วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ โบท็อกซ์ ซึ่งเป็นตัวยาที่ช่วยในการรักษาริ้วรอยต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนคงจะได้ยินกันมาบ้างแล้ว โดยบทความนี้จะทำให้ทุกคนรู้จักตัวยานี้มากขึ้น

โบท็อกซ์ หรือ โบท็อก ก็เป็นวิธีการรักษาที่ทำได้ง่าย โดยไม่ต้องผ่าตัด และมีความปลอดภัย สามารถช่วยลดเลือนริ้วรอยและร่องลึกได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ให้ผลการรักษาที่น่าพึงพอใจและสร้างความมั่นใจ ให้กับผู้มีปัญหาได้เป็นอย่างดี  สารที่ฉีดลดหน้าเรียวตัวนี้ ยังเป็นสารจากธรรมชาติที่เป็นโปรตีนบริสุทธิ์สกัดจากแบคทีเรียที่มีประโยชน์ชนิดหนึ่งซึ่งจะช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณที่หดตัว หลังจากการฉีดแล้วตัวยาจะจับตัวกับปลายเส้นประสาทที่เชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นคลายตัว ส่งผลให้ริ้วรอยลดเลือน เมื่อกล้ามเนื้อไม่เกร็งตัวแล้ว และยังช่วยส่งผลปรับลดขนาดกล้ามเนื้อ ช่วยให้ดูอ่อนเยาว์มากยิ่งขึ้น หลังจากทำการรักษา 10 นาที กล้ามเนื้อของคุณจะรู้สึกผ่อนคลาย ร่องลึกตื้นขึ้นคลายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเมื่อเวลาผ่านไปกล้ามเนื้อจะเล็กลง ทำให้ผิวบริเวณนี้เรียบตึง การเปลี่ยนแปลงนี้สามารถช่วยคงสภาพอยู่ได้นาน

สำหรับ โบท็อกซ์ ตัวยานี้เป็นยาชนิดแรกที่มีการขึ้นทะเบียนในการรักษาริ้วรอย และผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา ทั้งของไทยและของสหรัฐอเมริกา มีการใช้ตัวยาอย่างแพร่หลายมานานกว่า 20 ปี โดยมีการศึกษาวิจัยจากสมาคมศัลยกรรมเพื่อความงาม สหรัฐอเมริกาในเรื่องของความปลอดภัยและผลลัพธ์ในการรักษาเป็นจำนวนมาก ซึ่งถือได้ว่าการฉีดลดหน้าเรียวเป็นการรักษาด้านเวชสำอางที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ1 ตั้งแต่ปี 2001 มีคุณสมบัติทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดคลายตัวชั่วคราว โปรตีนบริสุทธิ์ผ่านการสกัดจากแบคทีเรีย ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดเกิดการคลายตัว ส่งผลให้ริ้วรอยตื้นขึ้นโดยไม่มีผลต่อกล้ามเนื้อมัดอื่นใช้เพื่อลดริ้วรอย ที่เกิดจากการแสดงอารมณ์เช่น การขมวดคิ้ว หรือรอยย่นบริเวณจมูกที่เกิดจากการยิ้มและใช้สำหรับฉีดปรับแก้ไขรูปหน้า ได้ผลดีสำหรับริ้วรอยที่ลึก เช่นการฉีดลดกล้ามเนื้อตรงส่วนกรามให้เล็กลงส่งผลให้หน้าเรียวขึ้น ทำให้คิ้วโก่ง ให้มุมปากยกขึ้น ลดปีกจมูกให้เล็กลง ที่ต้องการปรับแต่งรูปหน้า และ กำจัดริ้วรอย ฤทธิ์ยาจะมีผลดีที่สุดช่วง 4 สัปดาห์ หรือ 2 เดือน และจะหมดฤทธิ์เมื่อครบเวลา 6-8 เดือน หรืออาจจะนานกว่านี้ ช่วยยับยั้งการนำกระแสสื่อประสาทที่ส่งมายังกล้ามเนื้อบริเวณนั้นๆ ช่วยลดการเกร็งของกล้ามเนื้อ ให้คลายตัว สามารถ ลดเลือนริ้วรอย บนใบหน้า ผิวเรียบเนียนขึ้น คืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิว และยังช่วยลดขนาดของกล้ามเนื้อให้เล็กลง อาทิ กล้ามเนื้อบริเวณกราม ใบ หน้าเรียว ได้รูปมากขึ้น มั่นใจในความปลอดภัยได้ เพราะถูก นำมาใช้ในเรื่องความสวยงามเพื่อคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ผิวพรรณฤทธิ์ยาจะมีผลสูงสุดและจะหมดฤทธิ์เมื่อครบเวลา 8-12 เดือน หรืออาจจะนานกว่านี้

ออกกำลังกายได้อะไร มากกว่าการคำว่าสุขภาพดี

     ปัจจุบันเทรนคนรักสุขภาพเป็นที่นิยมมาก นอกจากอาหารการกินแล้ว การออกกำลังกายเป็นกิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพที่แข็งแรง ทั้งนี้หลายคนตั้งเป้าหมายการออกกำลังกายเอาไว้ เช่น เพื่อลดความอ้วน, เพื่อเอาชนะตัวเอง, หรืออะไรสักอย่างที่เราต้องการแข่งขันกับมัน การออกกำลังกายนั้นไม่ได้จำกัดแค่ การลดความอ้วน หรือ เพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดีเท่านั้น แต่มีอะไรมากกว่าที่คิด

การออกกำลังกายช่วยให้ห่างไกลโรคภัยและฝึกจิตใจ นอกจากช่วยให้ร่างกายแข็งแรง การออกกำลังกายถือว่าช่วยให้ร่างกายห่างไกลจากโรคภัยต่างๆ สังคมปัจจุบันทั้งการใช้ชีวิตและอาหารที่ก่อให้เกิดโรคภัยต่างๆไม่ว่าจะเป็น โรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิต, โรคมะเร็ง หรือโรคที่เกิดจากพฤติกรรมบริโภคอาหารประเภท หวาน มัน เค็ม ซึ่งการออกกำลังกายไม่ว่าจะไหนรูปแบบไหนจะช่วยให้ร่างกายนำเอาสารอาหารตกค้างในร่างกายนำมาเป็นพลังงานและช่วยให้เผาพลาญออกจากร่างกายของเรา  ซึ่งช่วยให้ไม่เกิดความอ้วน หรือ ลงพุง นอกจากนี้แล้วการออกกำลังกายยังถือว่าเป็นการฝึกจิตใจของผู้ที่มุ่งมั่นตั้งเป้าหมายเอาไว้ การจะมีสุขภาพที่ดีไม่ใช่สำเร็จแค่วันเดียว ซึ่งต้องใช้ความอดทนและวินัยในการฝึกฝนร่างกายตามที่เราต้องเป้าหมายเอาไว้

ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย การออกกำลังกายนั้นนอกจากช่วยร่างกายแข็งแรงยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายสมองอีกด้วย หากใครที่ทำงานเหนื่อยๆเครียดจากงาน การออกกำลังกายช่วยให้สมองโล่งสบายและทำให้นอนหลับอย่างสบาย เนื่องจากขณะที่ออกกำลังกายร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดรฟินหรือสารแห่งความสุขช่วยให้รู้สึกดีและนอนหลับสบาย อีกทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดโรคเครียด, โรคซึมเศร้า ลองหันมาออกกำลังสัก 20 – 45 นาทีจะทำให้รู้สึกสดชื่น แจ่มใส และสุขภาพดีด้วย

ช่วยให้หัวใจแข็งแรง การออกกำลังกายช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้เต็มที่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับการออกกำลังกายของแต่ละคน ซึ่งอัตราการเต้นของหัวใจที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 95 – 133 ครั้งต่อนาที ซึ่งอัตรานี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ลดไขมันส่วนเกิน โดยการออกกำลังกายเช่น การวิ่ง, คาร์ดิโด หรือ เวทเทรนนิ่ง ไม่หนักมาก

การออกกำลังการแบ่งออกได้หลายประเภท เช่น

ออกกำลังกายเบาๆ เป็นการออกกำลังกายแบบยืดเส้น ยืดสาย เช่น การแกว่งแขนเบาๆ การเดิน การย้ำอยู่กับที่ หรือ เดินเร็ว เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นการออกกำลังกายเพราะช่วยไม่ให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บและช่วยให้ร่างกายปรับตัว

ออกกำลังกายแบบปานกลาง เป็นการออกกำลังกายที่ใช้ความหนักขึ้นอีกระดับ เช่น การวิ่ง, ปั่นจักรยาน, ว่ายน้ำ, กระโดดเชือก, การเวทเทรนนิ่ง การออกกำลังกายประเภทนี้ช่วยให้กระตุ้นการเต้นของหัวใจช่วยสูบฉีดเลือดได้เต็มที่และช่วยเผาพลาญไขมัน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน, คุมน้ำหนัก หรือ เพิ่มน้ำหนัก

ออกกำลังกายแบบหนัก เป็นการออกกำลังกายเป็นเต็มที่ เช่น HIIT, เวทเทรนนิ่งขั้นสูงที่ต้องใช้กำลังมาก การออกกำลังกายประเภทนี้ต้องมีร่างกายที่แข็งแรงเตรียมพร้อม เพราะเป็นการกระตุ้นหัวใจอย่างเต็มที่ หากผู้เล่นยังไม่พร้อมอาจทำให้เกิดหัวใจวายได้

หินสามวาฬ อันซีนแห่งใหม่ของจังหวัดบึงกาฬ

    บึงกาฬ จังหวัดเล็กๆอยู่เหนือสุดของภาคอีสานของไทย ที่มีสิ่งน่าสนใจไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดที่ติดกับพรมแดนไทย – สปป.ลาว โดยมีแม่น้ำโขงไหลผ่าน ซึ่งมีบรรยากาศที่สวยงามของแม่น้ำและภูมิประเทศที่แปลกตาของจังหวัดแห่งนี้ วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวบ้านจังหวัดบึงกาฬ ผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ แต่มีสถานที่ท่องเที่ยวแหล่งใหม่ของจังหวัดอย่าง หินสามวาฬ ที่จัดว่าเป็นอันซีนแห่งใหม่ของไทยที่รอให้เราเดินทางไปชมความสวยงาม

หินสามวาฬ ตั้งอยู่บริเวณเขตพื้นที่อนุรักษ์เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงดิบละลา ป่าภูสิงห์ และป่าดงสีชมพู ซึ่งในเขตพื้นที่นี้ก็มีลักษณะของภูมิประเทศของแปลกตา มีพื้นป่ากว้างใหญ่และกลุ่มหินขนาดเล็ก ใหญ่ กระจายอยู่โดยรอบซึ่งบริเวณดังกล่าวจัดว่าเป็นภูมิประเทศที่เก่าแก่มากแห่งหนึ่งของภาคอีสาน และบริเวณที่น่าสนใจคือ ก้อนหินขนาดใหญ่ 3 ก้อน ที่ตั้งอยู่ริมหน้าผา ก้อนหินที่มีลักษณะพิเศษสะกดสายตานักท่องเที่ยวมีรูปคล้ายปลาวาฬ 3 ตัว ที่มีขนาดแตกต่างกัน ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า ก้อนหินวาฬ พ่อ แม่ ลูก ก้อนหินยักษ์เหล่านี้ถือกำเนิดนานกว่าล้านจากการถูกกัดกร่อนด้วยลมและฝน ซึ่งคาดว่ามีอายุกว่า 70 ล้านปี ถือว่าเป็นก้อนหินยักษ์ที่เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

หินสามวาฬ นอกจากมีลักษณะโดดเด่นแห่งเดียวในโลกแล้ว ยังมีความเป็นอันซีนอีกอย่างหนึ่งคือ เป็นจุดชมวิวแบบ 360 องศาที่ภูสิงห์ โดยเฉพาะช่วงอาทิตย์ขึ้นยามเช้าและท้องฟ้าโปรดโปร่งจะมีความสวยงาม และทิวทัศน์ของผืนป่าเบื้องล่างที่เป็นสีเขียวกว้างไกลและแม่น้ำโขงรวมถึงมองเห็นฝั่งของพื้นที่ประเทศลาว ทัศนียภาพสวยงามแบบนี้เหมาะกับการถ่ายรูปเก็บไว้มากๆ แล้วยิ่งในช่วงที่อากาศเย็นสบายอาจได้ชมทะเลหมอกให้ความสวยงามไปอีกแบบ หากใครที่ขึ้นไปบริเวณหินสามวาฬต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากปลายของก้อนหินเป็นหน้าผาสูงและไม่มีต้นไม้ในบริเวณนั้นอาจทำให้ลื่นตกหน้าผาเป็นอันตรายได้ รวมถึงช่วงหน้าฝนที่ก้อนหินอาจลื่นได้ ดังนั้นนักท่องเที่ยวควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

นอกจากหินสามวาฬแหล่งท่องเที่ยวอันซีนแล้ว ภายในพื้นที่ภูสิงห์ก็มีสิ่งที่น่าสนใจให้นักท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติที่สวยงามของผืนป่าอายุล้านปี หน้าผาสูง ถ้ำ ลานหินเก่าแก่ให้แวะชม สัมผัสความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาพิสูจน์ว่ายังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดบึงกาฬ รวมถึงสัมผัสวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คนในจังหวัดนี้ ใครที่อยากเดินทางท่องเที่ยวสักแห่ง จังหวัดบึงกาฬ ก็เป็นสถานที่หนึ่งที่น่าใจ

กุนซือยอดเยี่ยม

    ได้มีการประกาศออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเดือนสิงหาคมของทางพรีเมียร์ลีก ที่มีแคนดิเดตอยู่หลายคนทีเดียวที่ทางพรีเมียร์ลีกทำการประกาศออกมาก่อนหน้านี้ แต่ก็คาดว่าน่าจะมีแค่เพียง 3 คนเท่านั้นที่จะได้ลุ้นรางวัลในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งหากนับเฉพาะในเดือนสิงหาคม กุนซือที่ทำทีมชนะติดต่อกัน 3 นัดก็จะมีประมาณ 5-6 คน โดยมีตัวเต็งอย่างเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันที่ทำลิเวอร์พูลชนะ 3 นัดรวด และเป็นทีมเดียวที่ไม่เสียประตูให้ใครเลยด้วย ทำให้เป็นตัวเต็งที่จะได้รางวัลนี้ และอีก 1 ม้ามืดก็คือฆาบี การ์เซีย กุนซือชาวสแปนิชของวัตฟอร์ดนั่นเอง ที่พาทีมเก็บชัยชนะได้ 3 นัดรวดเช่นกัน ซึ่งสร้างความเซอร์ไพรซ์ให้กับแฟนบอลเป็นอย่างมากกับผลงานของวัตฟอร์ดในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งผลสุดท้ายแล้วก็เป็นกุนซือของทีม “แตนอาละวาด” ที่คว้ารางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมของเดือนสิงหาคมไปครองได้สำเร็จ

ฆาบี การ์เซีย กุนซือชาวสเปนวัย 48 ปี พึ่งจะเข้ามารับงานคุมทีมวัตฟอร์ดเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่เขาก็ไม่ได้ทำทีม “แตนอาละวาด” ดีกว่าที่มาร์โก ซิลวา กุนซือชาวโปรตุกีสที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ โดยเมื่อช่วงปลายฤดูกาลที่แล้วสถิติการคุมทีมของเขาแย่เสียด้วยซ้ำ และก่อนเริ่มต้นฤดูกาลก็เป็นตัวเต็งลำดับต้นๆ ที่จะโดนปลดจากตำแหน่งด้วย แต่พอเริ่มฤดูกาลพรีเมียร์ลีกในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนสิงหาคม ฆาบี การ์เซีย กลับพาทีมวัตฟอร์ดทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการเก็บชัยชนะรวดในเดือนสิงหาคม ด้วยการเอาเชนะไบรท์ตัน เบิร์นลี่ย์ และคริสตัล พาเลซ และในสัปดาห์แรกของเดือนกันยายนด้วยที่เล่นวิคาเลจ โร๊ด เอาชนะท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์สไปได้ 2-1 จากที่ตามหลังไปก่อนด้วย ทำให้เขาได้รับรางวัลกุนซือยอดเยี่ยมในที่สุด ซึ่งแฟนบอลลิเวอร์พูลอาจจะมีความข้องใจไม่น้อยที่เจอร์เก้น คล็อปป์ไม่ได้รับรางวัลนี้ ทั้งๆ ที่กุนซือของพวกเขาทำผลงานได้อย่างเพอร์เฟ็กต์ ด้วยการเก็บชัยชนะ 3 นัดรวดเช่นกัน และทีมก็ไม่เสียประตูแม้แต่ลูกเดียวด้วย แต่หากว่าได้ติดตามพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ ทำผลงานให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ดีกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายทางพรีเมียร์ลีกไปมอบรางวัลให้กับเดวิด ว๊ากเนอร์ กุนซือของทีมฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์แทน ซึ่งคงจะเป็นมาตรฐานการให้รางวัลของทางพรีเมียร์ลีก ในกรณีที่ทำผลงานได้เท่ากัน ก็คงจะเลือกให้กับกุนซือทีมเล็กกว่า

โอกาสของโจ โกเมซในทีมชาติ

    โจ โกเมซ กองหลังดาวรุ่งของลิเวอร์พูล ที่ในตอนนี้กำลังถูกกล่าวถึงเป็นอย่างมาก หลังจากที่โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นกับลิเวอร์พูลในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา เนื่องจากนักเตะกองหลังของลิเวอร์พูลนั้นได้รับบาดเจ็บในช่วงก่อนหน้านี้พอดี ทั้งเดยัน ลอฟเรน ปราการหลังทีมชาติโครเอเชียที่เจ็บมาจากศึกฟุตบอลโลก จนทำให้ต้องพักไปถึงกลางเดือนกันยายนนี้เป็นอย่างน้อย ส่วนโจเอล มาติป กองหลังร่างสูงก็มีอาการบาดเจ็บพอดีเช่นกันในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้โอกาสตกมาถึงโจ โกเมซ กองหลังดาวรุ่งวัย 21 ปีที่ตอนแรกเป็นตัวเลือกอันดับ 4 ในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางด้วยซ้ำ แต่กลับได้โอกาสทองในการลงสนามในช่วต้นฤดูกาล โดยเขาจับคู่กับเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ปราการหลังร่างสูงทีมชาติฮอลแลนด์ได้อย่างลงตัว และได้รับคำชมอย่างแพร่หลายจากนักวิเคราะห์เกมสำนักต่างๆ ที่ก็ออกมาชื่นชมกันแทบทุกคนว่าเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลิเวอร์พูลเสียไปเพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้นในช่วง 4 นัดแรกของฤดูกาล ซึ่งประตูที่เสียก็ไม่ใช่ความผิดของกองหลังด้วยซ้ำ แต่เป็นความผิดพลาดส่วนบุคคลของอลิสซง เบ็คเกอร์ นายประตูชาวบราซิเลี่ยนมากกว่า

ด้วยฟอร์มที่โดดเด่นในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้ดาวรุ่งวัย 21 ปีรายนี้ถูกแกเร็ธ เซาต์เกธ กุนซือทีมชาติอังกฤษเรียกกลับไปติดทีมชาติชุดใหญ่อีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยติดทีมชาติมาแล้วเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว และในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาด้วย แต่ว่าเขาดันมาบาดเจ็บก่อนศึกฟุตบอลโลกจะเริ่มขึ้นไม่นาน ทำให้ต้องหลุดจากโผ 23 ผู้เล่นของอังกฤษที่ทำศึกฟุตบอลโลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมา แต่การกลับมาของโจ โกเมซในครั้งนี้จะทำให้กุนซือวัย 48 ปีมีทางเลือกในการจัดแนวรับเพิ่มขึ้นมากทีเดียว

โดยระบบของทีมชาติอังกฤษในตอนนี้ก็คือระบบ 3-5-2 ที่จะใช้ปราการหลัง 3 คน แต่จะใช้จอห์น สโตนยืนเป็นปราการหลังตัวกลาง ส่วนด้านซ้าย และขวาจะต้องเป็นกองหลังที่สามารถขึ้นบอลได้ โดยในศึกฟุตบอลโลกมีทางแฮร์รี่ แม็คกวาย และไคลย์ วอร์คเกอร์ ที่ทำหน้าที่ในตำแหน่งนี้ การมาของโกเมซจะทำให้เซาต์เกธสามารถแก้เกมได้มากขึ้นหากใช้โกเมซแทนที่ไคลย์ วอร์คเกอร์ และเอาแบ็คขวาของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ไปยืนเป็นวิงแบ็คฝั่งขวาแทนคีแรน ทริปเปียร์ของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ก็ได้ ซึ่งทำให้เกมของทีมชาติอังกฤษอาจจะมีมิติมากขึ้นด้วย หากโจ โกเมซยังรักษามาตรฐานการเล่นได้ดีแบบนี้ต่อไป อนาคตในทีมชาติอังกฤษของเขาจะถือว่าสดใสมากทีเดียว