หินสามวาฬ อันซีนแห่งใหม่ของจังหวัดบึงกาฬ

    บึงกาฬ จังหวัดเล็กๆอยู่เหนือสุดของภาคอีสานของไทย ที่มีสิ่งน่าสนใจไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดที่ติดกับพรมแดนไทย – สปป.ลาว โดยมีแม่น้ำโขงไหลผ่าน ซึ่งมีบรรยากาศที่สวยงามของแม่น้ำและภูมิประเทศที่แปลกตาของจังหวัดแห่งนี้ วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวบ้านจังหวัดบึงกาฬ ผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ แต่มีสถานที่ท่องเที่ยวแหล่งใหม่ของจังหวัดอย่าง หินสามวาฬ ที่จัดว่าเป็นอันซีนแห่งใหม่ของไทยที่รอให้เราเดินทางไปชมความสวยงาม

หินสามวาฬ ตั้งอยู่บริเวณเขตพื้นที่อนุรักษ์เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงดิบละลา ป่าภูสิงห์ และป่าดงสีชมพู ซึ่งในเขตพื้นที่นี้ก็มีลักษณะของภูมิประเทศของแปลกตา มีพื้นป่ากว้างใหญ่และกลุ่มหินขนาดเล็ก ใหญ่ กระจายอยู่โดยรอบซึ่งบริเวณดังกล่าวจัดว่าเป็นภูมิประเทศที่เก่าแก่มากแห่งหนึ่งของภาคอีสาน และบริเวณที่น่าสนใจคือ ก้อนหินขนาดใหญ่ 3 ก้อน ที่ตั้งอยู่ริมหน้าผา ก้อนหินที่มีลักษณะพิเศษสะกดสายตานักท่องเที่ยวมีรูปคล้ายปลาวาฬ 3 ตัว ที่มีขนาดแตกต่างกัน ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า ก้อนหินวาฬ พ่อ แม่ ลูก ก้อนหินยักษ์เหล่านี้ถือกำเนิดนานกว่าล้านจากการถูกกัดกร่อนด้วยลมและฝน ซึ่งคาดว่ามีอายุกว่า 70 ล้านปี ถือว่าเป็นก้อนหินยักษ์ที่เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

หินสามวาฬ นอกจากมีลักษณะโดดเด่นแห่งเดียวในโลกแล้ว ยังมีความเป็นอันซีนอีกอย่างหนึ่งคือ เป็นจุดชมวิวแบบ 360 องศาที่ภูสิงห์ โดยเฉพาะช่วงอาทิตย์ขึ้นยามเช้าและท้องฟ้าโปรดโปร่งจะมีความสวยงาม และทิวทัศน์ของผืนป่าเบื้องล่างที่เป็นสีเขียวกว้างไกลและแม่น้ำโขงรวมถึงมองเห็นฝั่งของพื้นที่ประเทศลาว ทัศนียภาพสวยงามแบบนี้เหมาะกับการถ่ายรูปเก็บไว้มากๆ แล้วยิ่งในช่วงที่อากาศเย็นสบายอาจได้ชมทะเลหมอกให้ความสวยงามไปอีกแบบ หากใครที่ขึ้นไปบริเวณหินสามวาฬต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากปลายของก้อนหินเป็นหน้าผาสูงและไม่มีต้นไม้ในบริเวณนั้นอาจทำให้ลื่นตกหน้าผาเป็นอันตรายได้ รวมถึงช่วงหน้าฝนที่ก้อนหินอาจลื่นได้ ดังนั้นนักท่องเที่ยวควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

นอกจากหินสามวาฬแหล่งท่องเที่ยวอันซีนแล้ว ภายในพื้นที่ภูสิงห์ก็มีสิ่งที่น่าสนใจให้นักท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติที่สวยงามของผืนป่าอายุล้านปี หน้าผาสูง ถ้ำ ลานหินเก่าแก่ให้แวะชม สัมผัสความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาพิสูจน์ว่ายังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดบึงกาฬ รวมถึงสัมผัสวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คนในจังหวัดนี้ ใครที่อยากเดินทางท่องเที่ยวสักแห่ง จังหวัดบึงกาฬ ก็เป็นสถานที่หนึ่งที่น่าใจ

กุนซือยอดเยี่ยม

    ได้มีการประกาศออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเดือนสิงหาคมของทางพรีเมียร์ลีก ที่มีแคนดิเดตอยู่หลายคนทีเดียวที่ทางพรีเมียร์ลีกทำการประกาศออกมาก่อนหน้านี้ แต่ก็คาดว่าน่าจะมีแค่เพียง 3 คนเท่านั้นที่จะได้ลุ้นรางวัลในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งหากนับเฉพาะในเดือนสิงหาคม กุนซือที่ทำทีมชนะติดต่อกัน 3 นัดก็จะมีประมาณ 5-6 คน โดยมีตัวเต็งอย่างเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันที่ทำลิเวอร์พูลชนะ 3 นัดรวด และเป็นทีมเดียวที่ไม่เสียประตูให้ใครเลยด้วย ทำให้เป็นตัวเต็งที่จะได้รางวัลนี้ และอีก 1 ม้ามืดก็คือฆาบี การ์เซีย กุนซือชาวสแปนิชของวัตฟอร์ดนั่นเอง ที่พาทีมเก็บชัยชนะได้ 3 นัดรวดเช่นกัน ซึ่งสร้างความเซอร์ไพรซ์ให้กับแฟนบอลเป็นอย่างมากกับผลงานของวัตฟอร์ดในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งผลสุดท้ายแล้วก็เป็นกุนซือของทีม “แตนอาละวาด” ที่คว้ารางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมของเดือนสิงหาคมไปครองได้สำเร็จ

ฆาบี การ์เซีย กุนซือชาวสเปนวัย 48 ปี พึ่งจะเข้ามารับงานคุมทีมวัตฟอร์ดเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่เขาก็ไม่ได้ทำทีม “แตนอาละวาด” ดีกว่าที่มาร์โก ซิลวา กุนซือชาวโปรตุกีสที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ โดยเมื่อช่วงปลายฤดูกาลที่แล้วสถิติการคุมทีมของเขาแย่เสียด้วยซ้ำ และก่อนเริ่มต้นฤดูกาลก็เป็นตัวเต็งลำดับต้นๆ ที่จะโดนปลดจากตำแหน่งด้วย แต่พอเริ่มฤดูกาลพรีเมียร์ลีกในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนสิงหาคม ฆาบี การ์เซีย กลับพาทีมวัตฟอร์ดทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการเก็บชัยชนะรวดในเดือนสิงหาคม ด้วยการเอาเชนะไบรท์ตัน เบิร์นลี่ย์ และคริสตัล พาเลซ และในสัปดาห์แรกของเดือนกันยายนด้วยที่เล่นวิคาเลจ โร๊ด เอาชนะท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์สไปได้ 2-1 จากที่ตามหลังไปก่อนด้วย ทำให้เขาได้รับรางวัลกุนซือยอดเยี่ยมในที่สุด ซึ่งแฟนบอลลิเวอร์พูลอาจจะมีความข้องใจไม่น้อยที่เจอร์เก้น คล็อปป์ไม่ได้รับรางวัลนี้ ทั้งๆ ที่กุนซือของพวกเขาทำผลงานได้อย่างเพอร์เฟ็กต์ ด้วยการเก็บชัยชนะ 3 นัดรวดเช่นกัน และทีมก็ไม่เสียประตูแม้แต่ลูกเดียวด้วย แต่หากว่าได้ติดตามพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ ทำผลงานให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ดีกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายทางพรีเมียร์ลีกไปมอบรางวัลให้กับเดวิด ว๊ากเนอร์ กุนซือของทีมฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์แทน ซึ่งคงจะเป็นมาตรฐานการให้รางวัลของทางพรีเมียร์ลีก ในกรณีที่ทำผลงานได้เท่ากัน ก็คงจะเลือกให้กับกุนซือทีมเล็กกว่า

โอกาสของโจ โกเมซในทีมชาติ

    โจ โกเมซ กองหลังดาวรุ่งของลิเวอร์พูล ที่ในตอนนี้กำลังถูกกล่าวถึงเป็นอย่างมาก หลังจากที่โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นกับลิเวอร์พูลในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา เนื่องจากนักเตะกองหลังของลิเวอร์พูลนั้นได้รับบาดเจ็บในช่วงก่อนหน้านี้พอดี ทั้งเดยัน ลอฟเรน ปราการหลังทีมชาติโครเอเชียที่เจ็บมาจากศึกฟุตบอลโลก จนทำให้ต้องพักไปถึงกลางเดือนกันยายนนี้เป็นอย่างน้อย ส่วนโจเอล มาติป กองหลังร่างสูงก็มีอาการบาดเจ็บพอดีเช่นกันในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้โอกาสตกมาถึงโจ โกเมซ กองหลังดาวรุ่งวัย 21 ปีที่ตอนแรกเป็นตัวเลือกอันดับ 4 ในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางด้วยซ้ำ แต่กลับได้โอกาสทองในการลงสนามในช่วต้นฤดูกาล โดยเขาจับคู่กับเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ปราการหลังร่างสูงทีมชาติฮอลแลนด์ได้อย่างลงตัว และได้รับคำชมอย่างแพร่หลายจากนักวิเคราะห์เกมสำนักต่างๆ ที่ก็ออกมาชื่นชมกันแทบทุกคนว่าเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลิเวอร์พูลเสียไปเพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้นในช่วง 4 นัดแรกของฤดูกาล ซึ่งประตูที่เสียก็ไม่ใช่ความผิดของกองหลังด้วยซ้ำ แต่เป็นความผิดพลาดส่วนบุคคลของอลิสซง เบ็คเกอร์ นายประตูชาวบราซิเลี่ยนมากกว่า

ด้วยฟอร์มที่โดดเด่นในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้ดาวรุ่งวัย 21 ปีรายนี้ถูกแกเร็ธ เซาต์เกธ กุนซือทีมชาติอังกฤษเรียกกลับไปติดทีมชาติชุดใหญ่อีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยติดทีมชาติมาแล้วเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว และในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาด้วย แต่ว่าเขาดันมาบาดเจ็บก่อนศึกฟุตบอลโลกจะเริ่มขึ้นไม่นาน ทำให้ต้องหลุดจากโผ 23 ผู้เล่นของอังกฤษที่ทำศึกฟุตบอลโลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมา แต่การกลับมาของโจ โกเมซในครั้งนี้จะทำให้กุนซือวัย 48 ปีมีทางเลือกในการจัดแนวรับเพิ่มขึ้นมากทีเดียว

โดยระบบของทีมชาติอังกฤษในตอนนี้ก็คือระบบ 3-5-2 ที่จะใช้ปราการหลัง 3 คน แต่จะใช้จอห์น สโตนยืนเป็นปราการหลังตัวกลาง ส่วนด้านซ้าย และขวาจะต้องเป็นกองหลังที่สามารถขึ้นบอลได้ โดยในศึกฟุตบอลโลกมีทางแฮร์รี่ แม็คกวาย และไคลย์ วอร์คเกอร์ ที่ทำหน้าที่ในตำแหน่งนี้ การมาของโกเมซจะทำให้เซาต์เกธสามารถแก้เกมได้มากขึ้นหากใช้โกเมซแทนที่ไคลย์ วอร์คเกอร์ และเอาแบ็คขวาของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ไปยืนเป็นวิงแบ็คฝั่งขวาแทนคีแรน ทริปเปียร์ของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ก็ได้ ซึ่งทำให้เกมของทีมชาติอังกฤษอาจจะมีมิติมากขึ้นด้วย หากโจ โกเมซยังรักษามาตรฐานการเล่นได้ดีแบบนี้ต่อไป อนาคตในทีมชาติอังกฤษของเขาจะถือว่าสดใสมากทีเดียว

13 Reasons Why ซีรี่ย์วัยรุ่นสะท้อนสังคมที่ควรชม

     จัดว่าเป็นอีกหนึ่งซีรี่ย์ยอดนิยมที่เป็นกระแสมากเมื่อออกอากาศ 13 Reasons Why ซีรี่ย์ดราม่า-สะท้อนสังคม สร้างโดย Paramount Television ร่วมกับ Netflix ตอนนี้ออกอากาศไปแล้วจำนวน 2 ซีซั่น และได้รับการยืนยันแล้วว่าซีซั่น 3 กำลังดำเนินงานสร้างอย่างแน่นอน สำหรับกระแสใน 2 ซีซั่นแรกนั้นถือว่าประสบความสำเร็จมากโดยเฉพาะซีซั่น 1 เรื่องราวสะท้อนชีวิตวัยรุ่นที่เผยอย่างตรงไปตรงมา ผลกระทบจากความสนุกสนานของคนหนึ่งแต่กลับทำลายชีวิตของคนอีกคนหนึ่ง

13 Reasons Why สร้างจากหนังสือขายดีของ เจย์ แอชเชอร์ ออกอากาศครั้งแรกในปี 2017 เรื่องราวของ นักเรียนหญิงชั้นมัธยมปลาย แฮนนาห์ เบเกอร์ ที่ตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง โดยเธอได้มีการบันทึกเสียงของเธอลงเทป 13 หน้าบอกเล่าเหตุผลของคนที่เธอรู้จัก 13 คน ที่ทำให้เธอเลือกจบชีวิตตัวเอง

ชีวิตวัยรุ่นอาจไม่สดใสอย่างที่คิด เนื้อหาของซีรี่ย์ชุดนี้เป็นการบอกเล่าชีวิตวัยรุ่นอเมริกันอีกด้านหนึ่ง ซึ่งสามารถสะท้อนชีวิตวัยรุ่นได้อย่างดีและสะเทือนอารมณ์ เราได้เห็นมุมอีกมุมหนึ่ง การอยากเป็นที่ยอมรับของกลุ่มเพื่อนๆ การกระทำจากสิ่งเล็กน้อยสามารถสร้างผลกระทบให้แก่คนๆหนึ่งได้ นั่นคือสิ่งที่ผู้ชมได้เห็นผ่านตัวละคร ฮานนาห์ เบเกอร์ ผลกระทบที่เธอได้รับจากการเล่นสนุกกลายเป็นความอับอายจนมันทำลายชีวิตของเธอ

เผยตัวตนที่แท้จริง เรื่องราวใน 13 Reasons Why เราจะได้เห็นนิสัยของตัวละครทั้ง 13 คนในเรื่องจะเห็นว่าชีวิตวัยรุ่นต้องการการยอมรับ อยากเป็นจุดสนใจของเพื่อนวัยเดียวกัน จนบางครั้งทำให้เรารู้สึกว่าตัวละครนี้ค่อนข้างแย่และเห็นแก่ตัว ซึ่งรวมถึงตัวละครหลักอย่าง แฮนนาห์ ด้วยว่าทำไมเธอต้องทำแบบนี้ แต่ถึงกระนั้นทุกคนล้วนมีปมในจิตใจจนบางครั้งทำให้เราทำร้ายคนอื่นโดยไม่รู้ตัว

ครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุด อีกหนึ่งประเด็นที่ผู้สร้างตั้งใจเล่าคือ ครอบครัว อย่างที่ทราบว่าไม่มีใครรักเราได้เท่ากับพ่อแม่อีกแล้ว นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้ชีวิตวัยรุ่นผ่านไปได้ด้วยดี ในซีรี่ย์เราจะเห็นมุมมองของครอบครัวแต่ละตัวละคร เราจะเห็นว่าบางฉากที่ แฮนนาห์ พูดคุยกับพ่อแม่เธอแต่ดูเหมือนพวกเขามองไม่เห็นถึงปัญหาที่แท้จริงของเธอเลย ผู้ใหญ่เคยผ่านการเป็นวัยรุ่นมาก่อนมันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดหากลูกๆต้องการคำปรึกษาจากพ่อแม่

การล่วงละเมิดทางเพศ ความเท่าเทียมทางสังคม ในซีรี่ย์มีการเผยประเด็นการล่วงละเมิดทางเพศหญิงสาววัยรุ่น การข่มขืน ซึ่งพบเจอได้ในสังคมปัจจุบัน ซึ่งในซีซั่น 2 เราจะเห็นจุดยืนของผู้หญิงที่ออกมาเรียกร้องประเด็นนี้เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าสังคมปัจจุบันการข่มขืนยังมีให้เราเห็นอยู่ตามข่าวทางโทรทัศน์และยังมีอีกหลายเคสที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความเท่าเทียมทางสังคม การแบ่งแยกชนชั้น

กระแสตอบรับหลายด้าน 13 Reasons Why ออกอากาศไปแล้ว 2 ซีซั่น ได้รับกระแสตอบรับทั้งในด้านบวกและลบ เนื้อหาของซีรี่ย์ค่อนข้างมีความรุนแรง มีฉากข่มขืน และ ฉากฆ่าตัวตาย ในซีซั่น 1 มีวัยรุ่นฆ่าตัวตายจากการชมซีรี่ย์เรื่องนี้จนกลุ่มผู้ปกครองทีการรณรงค์ให้งดฉาย ต่อมาทางผู้สร้างซีรี่ย์ได้ตั้งเว็บไซต์ 13reasonswhy.info เพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาโดยมีศูนย์ช่วยเหลือกว่า 50 ประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย

จัดว่าเป็นซีรี่ย์แนวดราม่าวัยรุ่นที่น่าชมอีกเรื่องหนึ่งครับ แต่ต้องบอกก่อนว่าเนื้อหาของเรื่องค่อนข้างเครียดและรบกวนจิตใจแนะนำให้ชมพร้อมกับครอบครัว ฉายแล้วที่ Netflix

5 ทีมพรีเมียร์ฯ ที่ยังไม่ชนะ

    หลังจากผ่านมาแล้ว 4 นัดในศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ก็ทำให้เริ่มจะพอเห็นรูปทรง และสถานะของแต่ละทีมในฤดูกาลนี้ได้แล้ว ว่าจะวางตำแหน่งของตัวเองไว้ตรงไหนในช่วงฤดูกาลนี้ ถึงแม้ว่าจะเริ่มมาได้ไม่กี่นัดก็ตาม และยังมีโอกาสที่จะพลิกสถานการณ์กลับมาได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ทีมดีขึ้น หรือว่าแย่ลงในช่วงเวลาที่เหลือก็ตาม ซึ่งเราก็ได้เห็นกันมาตลอดในศึกพรีเมียร์ลีก โดยจนถึงตอนนี้เหลือถึง 5 ทีมทีเดียวที่ยังไม่สามารถเก็บชัยชนะในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ได้เลย ซึ่งเป็น 5 อันดับสุดท้ายของตารางคะแนนในปัจจุบันด้วย และจะมีทีมไหนบ้างมาดูกัน

คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ที่เป็นเต็ง 1 ที่จะตกชั้นในฤดูกาลนี้ ซึ่งเก็บได้เพียงแค่ 2 คะแนนเท่านั้นจาก 4 นัดที่ผ่านมา ซึ่งมีสไตล์การเล่นที่ค่อนข้างจะล้าหลังกว่าทีมอื่นๆ พอสมควร โดยมีนีล วอร์น็อค กุนซือจอมเก๋าคุมทีมอยู่ และพึ่งยิงได้เพียง 2 ประตูเท่านั้น โดยมาจากเกมล่าสุดที่พวกเขาแพ้ให้กับอาร์เซน่อล 2-3 นั่นเอง ปัญหาของพวกเขาในฤดูกาลนี้ก็คือเกมรุกที่ไม่มีใครที่สามารถฝากความหวังไว้ได้เลย

ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ของเดวิด ว๊ากเนอร์ กุนซือหนุ่มที่ส่อแววมาตั้งแต่เมื่อปลายฤดูกาลที่แล้ว แต่ปีก่อนยังรอดเพราะตุนแต้มไว้เยอะมากในช่วงต้นฤดูกาล แต่ช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลพวกเขาทำผลงานได้แย่มาก ส่วนฤดูกาลนี้ก็มาได้ 2 คะแนนใน 2 เกมล่าสุดที่เสมอกับคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ 0-0 และบุกไปเสมอกับเอฟเวอร์ตันได้ 1-1

นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ด้านชื่อชั้นของตัวผู้เล่นถือว่าไม่ได้เหนือกว่าทีมที่ตกชั้นเมื่อฤดูกาลที่แล้วเลย แต่ว่าพวกเขามีราฟาเอล เบนิเตซ ที่เคยทำลิเวอร์พูลเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาแล้วคุมทีมอยู่ แต่โปรแกรมช่วงต้นฤดูกาลนี้ถือว่าสาหัสมาก โดยจาก 4 นัดที่ผ่านมาพวกเขาต้องเจอกับทีมระดับบิ๊ก 6 ไปแล้วถึง 3 ทีม ทั้งสเปอร์ส เชลซี และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำให้ตอนนี้มีเพียงแค่คะแนนเดียวเท่านั้น

เบิร์นลี่ย์ ก็เป็นหนึ่งทีมที่ไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลย ทั้งๆ ที่เมื่อฤดูกาลที่แล้วจบอันดับที่ 7 ของตารางด้วยซ้ำ แต่ด้วยโปรแกรมยูโรป้า ลีกที่ทำให้พวกเขาไปเสียสมาธิ ทำให้ออกสตาร์ตได้อย่างย่ำแย่

เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่ก็สร้างเซอร์ไพรซ์สุดๆ เมื่อกลายเป็นทีมเดียวที่แพ้รวด 4 นัด และยังไม่มีแต้มเลยแม้แต่คะแนนเดียว ทั้งๆ ที่ก็ซื้อนักเตะเข้ามามากมาย รวมถึงยังมีกุนซืออย่างมานูเอล เปเญกรินี่ กุนซือที่เคยพาแมนเชสเตอร์ ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาแล้วด้วย

 

โจ๊กเกอร์ของปาร์ม่า

    แชร์วินโญ่ ปีกบาวไอวอรี่ โคสตร์ เคยเป็นนักเตะที่โด่งดังมากๆ ในสมัยที่ค้าแข้งกับอาร์เซน่อลในพรีเมียร์ลีก โดยเขาย้ายจากลีลล์ ทีมในลีก เอิงของประเทศฝรั่งเศสมาอยู่ในถิ่นเอมิเรต สเตเดี้ยมด้วยค่าตัวประมาณ 11 ล้านปอนด์ ในยุคการคุมทีมของอาร์เซน เวนเกอร์ในปี 2011 ซึ่งเขาโดดเด่นในระดับนึงเลยทีเดียว แต่ก็อยู่กับทีม “ปืนใหญ่” ได้แค่ประมาณ 2 ฤดูกาลเท่านั้น ก็ตัดสินใจย้ายมาค้าแข้งในกัลโช่ เซเรีย อาของอิตาลีกับทางโรม่า ทีมดังแห่งกรุงโรม ด้วยค่าตัวประมาณ 8 ล้านยูโรเท่านั้น ซึ่งแชร์วินโญ่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นทีเดียวกับทางอาแอส โรม่าในกัลโช่ เซเรีย อา ซึ่งเขาก็ค้าแข้งอยู่ในเมืองหลวงของแดนมักกะโรนีถึง 2 ปีครึ่ง ซึ่งเขาก็เป็นตัวหลักของทีมโดยตลอด แต่ว่าในเดือนมกราคมปี 2016 ทางโรม่าก็ตัดสินใจขายเขาออกจากทีมไปให้กับเหอเป่ย ไชน่า ฟอร์จูน ทีมจากซุเปอร์ลีกของประเทศจีน ซึ่ง “หมาป่าแห่งกรุงโรม” ได้ค่าตัวจากการขายครั้งนี้ถึง 18 ล้านยูโร ทำให้ได้กำไลถึง 10 ล้านยูโรเลยทีเดียว ซึ่ง 3 ปีกับทีมในแดนมังกรก็ถือว่าไม่ดีนัก เมื่อเขาได้รับบาดเจ็บบ่อยครั้ง จนได้โอกาสลงเล่นน้อยมาก และสุดท้ายก็ตัดสินใจย้ายออกมาร่วมทีมปาร์ม่า ทีมน้องใหม่ของกัลโช่ เซเรีย อาในฤดูกาลนี้

แชร์วินโญ่ ที่ปัจจุบันวัย 31 ปีได้ตัดสินใจย้ายมาร่วมทีมปาร์ม่าเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ก่อนที่ตลาดซื้อขายนักเตะของอิตาลีจะจบลงเพียง 1 วันเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นนักเตะคนสุดท้ายที่ทางปาร์ม่าคว้าตัวมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ด้วย ซึ่งสโมสรหวังว่าเขาจะเข้ามาเป็นไพ่เด็ดให้กับทีมรอดพ้นจากการตกชั้นให้ได้ในฤดูกาลนี้ ซึ่งแชร์วินโญ่ถือว่าเป็นนักเตะความเร็วสูง สามารถลากเลื้อยพาบอลไปด้านหน้าได้ดี และมักจะเรียกฟาวส์จากคู่แข่งได้บ่อยครั้ง ซึ่งเขาก็ได้โชว์ฟอร์มเด็ดให้เห็นแล้วในนัดที่ปาร์ม่าต้อนรับการมาเยือนของยูเวนตุส ยอดทีมของศึกกัลโช่ เซเรีย อาในฤดูกาลนี้ ซึ่งนัดนั้นแชร์วินโญ่ได้ลงสนามเป็นตัวจริงให้กับปาร์ม่า และเขาสามารถทำประตูตีเสมอให้กับเจ้าถิ่นได้ด้วย แต่ว่าผลสุดท้ายคือเจ้าถิ่นต้องพ่ายคารังเอ็นดิโอ ตาร์ดินี่ ให้กับแชมป์ 7 สมัยซ้อนไป 1-2 ซึ่งทำให้ปาร์ม่ายังไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลยในฤดูกาลนี้ ซึ่งหากอยากจะรอดพ้นจากการตกชั้น พวกเขาคงต้องพึ่งให้แชร์วินโญ่งัดฟอร์มเก่งออกมาให้ได้ตลอดทั้งฤดูกาลนี้

เกมรับสุดแย่ของ PSG

     ในช่วงปิดฤดูกาลลีก เอิง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมมหาเศรษฐีที่สามารถคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ได้มีการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซือของทีมจากอูไน อเมรี่ กุนซือหนุ่มชาวสเปนที่เข้ามาทำงานได้เพียง 2 ฤดูกาลเท่านั้น มาเป็นโธมัส ทูเคิ่ล กุนซือหนุ่มชาวเยอรมันที่เคยคุมทีมโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ได้อย่างยอดเยี่ยมอยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งนักเตะภายในทีมก็ไม่ได้มีการย้ายเข้า ย้ายออก หรือเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย โดยพวกเขาเสียฮาเวียร์ ปาสตอเร่ เพลย์เมคเกอร์ชาวอาร์เจนไตน์ และกอนซาโล่ เกเดส ตัวรุกทีมชาติโปรตุเกสออกจากทีมไปในแนวรุก ส่วนแนวรับนั้นมีเสียแบ็คซ้ายอย่างยูริ เบร์ชิเช่ ชาวสเปนออกจากทีมไปเพียงรายเดียวเท่านั้น และมีการเสริมแนวรับเข้าทีมอย่างฆวน เบร์นาร์ด แบ็คซ้ายร่างเล็กชาวสแปนิชจากบาเยิร์น มิวนิค และธิโล่ เคห์เรอร์ กองหลังดาวรุ่งชาวเยอรมันมาจากชาลเก้ 04 ด้วย ซึ่งน่าจะทำให้ทีมของกุนซือคนใหม่มีแนวรับที่ดีขึ้นด้วย

แต่สุดท้ายเหมือนผลมันจะไม่ได้เป็นแบบนั้น เมื่อในฤดูกาลนี้ปารีส แซงต์ แชร์กแมงของโธมัส ทูเคิ่ล ก็ยังเสียประตูแทบทุกนัด โดยมีนัดแรกที่เอาชนะก็องได้ 3-0 เท่านั้นที่พวกเขาไม่เสียประตู ซึ่งกุนซื้อหนุ่มวัย 45 ปีก็ได้มีการทดลองเปลี่ยนระบบการเล่นมาแล้วหลายระบบ ทั้ง 4-3-3 , 4-2-3-1 หรือแม้แต่ 3-5-2 อดีตกุนซือของโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์รายนี้ก็เคยลองมาแล้ว แต่ก็เหมือนจะยังหาจุดลงตัวไม่เจอ ทำให้ทีมดังจากเมืองหลวงของประเทศจะต้องเสียประตูให้คู่แข่งก่อนตลอด และมักจะเสียประตูแรกของเกมด้วย ทำให้พวกเขาต้องเป็นฝ่ายตามหลังก่อน แล้วค่อยมายิงไล่คืนในช่วงที่เหลือ ซึ่งแนวรุกของพวกเขานั้นถือว่าสุดยอดมากๆ นั้นเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ยอมรับ แต่หากว่าเขายังไม่สามารถแก้ปัญหาในแนวรับที่ยังมีช่องโหว่นี้ได้ โอกาสที่พวกเขาจะไปสู่จุดหมายที่อยากจะเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกคงต้องรอต่อไปอีก 1 ปีเป็นอย่างน้อย ซึ่งด้วยปัญหาแนวรับตอนนี้การเจอกับทีมระดับในลีก เอิงนั้นอาจจะทำอะรไรพวกเขาไม่ได้มาก แต่หากไปเจอกับยอดทีมในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกแล้ว โอกาสที่พวกเขาจะโดนหมัดน็อคจนสลบนั้นมีความเป็นไปได้มากทีเดียว โดยกองหลังตัวหลักของพวกเขาในตอนนี้ก็คือติอาโก้ ซิลวา กองหลังทีมชาติบราซิลที่ก็อายุ 33 ปี และกำลังอยู่ในช่วงขาลงแล้วด้วย ซึ่งต้องดูว่าโธมัส ทูเคิ่ลจะแก้ปัญหานี้อย่างไร

“เสือใต้” สอนบอล

    สัปดาห์ที่ 2 ของการแข่งขันฟุตบอลบุนเดสลีก้า เยอรมัน มีเกมบิ๊กแมตช์ประจำสัปดาห์อยู่ 1 คู่ด้วยกัน นั่นคือการพบกันระหว่างบาเยิร์น มิวนิค แชมป์เก่า 6 สมัยซ้อน ต้องบุกไปเยือนเมอร์เซเดส เบ๊นซ์ อารีน่า รังเหย้าของทีมเฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ต ทีมฟอร์มแรงของลีกเมื่อช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลที่แล้ว ที่เก็บชัยชนะได้เป็นว่าเล่นจากตอนแรกที่ต้องลุ้นหนีการตกชั้นด้วยซ้ำ แต่พอเปลี่ยนกุนซือมาเป็นทางเตย์ฟุน คอร์คุต อดีตกองกลางทีมชาติตุรกีที่เข้ามารับงานคุมทีมเมื่อปลายเดือนมกราคม ทีม “ม้าขาว” ก็โกยแต้มได้เป็นว่าเล่นเลยทีเดียว แต่นัดแรกของฤดูกาลนี้พวกเขาดันบุกไปพ่ายให้กับไมนซ์ 0-1 ทำให้เกมนี้พวกเขาต้องการแต้มเพื่อเรียกความมั่นใจกลับมาให้ได้ แต่การเจอกับบาเยิร์น มิวนิคนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน โดยเฉพาะทีมบาเยิร์น มิวนิคในยุคการคุมทีมของนิโก้ โควัช กุนซือชาวโครเอเชียที่พึ่งเข้ามารับงานคุมทีมในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา

แต่ศึกบิ๊กแมตช์ที่ถูกคาดหวังว่าเกมน่าจะสนุกสูสีนั้นกลับเป็นเหมือนการเปิดคลีนิคสอนบอลของทางบาเยิร์น มิวนิคเสียมากกว่า เมื่อทีมแชมป์เก่าครองบอลบุกเข้าใส่เจ้าถิ่นตั้งแต่นาทีแรกของเกมเลยทีเดียว และสุดท้ายพวกเขาก็เป็นฝ่ายเอาชนะเจ้าถิ่นไปได้อย่างขาดลอย 3-0 ซึ่งหากดูจากผลการแข่งขันว่าขาดลอยแล้ว หากไปดูสถิติในเกมนั้นจะพบว่ามันสู้กันไม่ได้เลยก็ว่าได้ เมื่อตลอดทั้งเกมสตุ๊ตการ์ตมีโอกาสทำประตูเพียง 4 ครั้งเท่านั้น แถมไม่สามารถยิงได้ตรงกรอบเลยแม้แต่ครั้งเดียวตลอดทั้ง 90 นาที ส่วนทางบาเยิร์น มิวนิคนั้นหาโอกาสยิงได้ถึง 23 ครั้ง โดยมาได้ประตูจากเลออน กอเร็ตซ์ก้า กองกลางตัวใหม่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กองหน้าดาวซัลโวประจำทีม และโธมัส มุลเลอร์ ตัวรุกที่กลับมาทำประตูได้อีกครั้ง นอกจากนั้นยังมีเปอร์เซ็นต์การครองบอลที่บ่งบอกได้ว่าเหมือนเป็นการสอนบอลกันอย่างยิ่ง เมื่อทีม “เสือใต้” ครองบอลได้ถึง 68% ซึ่งมีบางช่วงเวลาที่ครองบอลได้มากกว่า 70% ด้วยซ้ำ

นี่ขนาดเป็นทีมที่แข็งแกร่งพอสมควรอย่างเฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ต บาเยิร์น มิวนิคของนิโก้ โควัชยังสามารถกดให้โงหัวไม่ขึ้นได้ขนาดนี้ หากพวกเขาเจอกับทีมที่อ่อนกว่านี้ อาจจะมีสถิติต่างๆ ที่อาจจะดีกว่านี้ได้ด้วยซ้ำ ซึ่งฤดูกาลนี้คงต้องมาดูกันว่าทีมแรกที่จะสามารถหยุดบาเยิร์น มิวนิคได้ในฤดูกาลนี้จะเป็นทีมไหน ซึ่งตอนนี้ยังไม่เห็นมีใครในเยอรมันที่น่าจะสามารถต่อกรกับพวกเขาได้เลย

เซลต้า น่าจับตา

    เซลต้า บีโก้ ทีมในศึกลา ลีก้าสเปน ถือว่าเป็นทีมที่น่าจับตามองมาตั้งแต่ฤดูกาลก่อนแล้ว แต่ด้วยความที่พวกเขาไม่ค่อยมีความสม่ำเสมอ ทำให้พวกเขาจบอันดับที่ไม่ดีนัก โดยจบอันดับที่ 13 ของตาราง โดยเก็บไปได้ 49 คะแนน ซึ่งก้ไม่ถึงกับต้องลุ้นหนีการตกชั้นแต่อย่างใด แต่หากได้เห็นพวกเขาเล่นแล้ว จะเห็นได้ว่าบางนัดพวกเขาก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และบางนัดก็หลุดฟอร์มไปเลยก็มีเช่นกัน ซึ่งฤดูกาลนี้เซลต้า บีโก้ คงต้องแก้ปัญหาให้ฟอร์มมีความสม่ำเสมอมากขึ้นด้วย โดยฤดูกาลนี้มีการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซือจากฆวน การ์ลอส อุนซูเอ้ มาเป็นอันโตนิโอ โมฮาเหม็ดชาวอาร์เจนไตน์วัย 48 ปีเข้ามาคุมทีม โดยกุนซือรายนี้พึ่งทำงานคุมทีมมอนเทอร์เร่ย์ ทีมในประเทศเม็กซิโกเมื่อปีที่แล้ว โดยเขาสามารถทำให้ทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศเม็กซิโกได้ด้วย

ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาเซลต้า บีโก้ ต้องเสียผู้เล่นตัวหลักจากฤดูกาลที่แล้วไปหลายคนเลยทีเดียว ทั้งดาเนี่ยล วาสส์ กองกลางชาวเดนมาร์กก็ถูกขายไปให้กับบาเลนเซีย จอนนี่ กาสโตร แบ็คซ้ายตัวจริงก็ปล่อยให้กับแอตเลติโก มาดริด ทำให้ทีมของพวกเขาอ่อนลงกว่าเมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วยซ้ำ แต่ก็ยังมีข้อดีคือนักเตะดาวรุ่งจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วก็โตขึ้นอีก 1 ปี และเล่นได้ดูดีมีอนาคตมากทีเดียวในฤดูกาลนี้ โดยพวกเขามีมักซี่ โกเมซ กองหน้าดาวรุ่งวัย 22 ปีที่ติดทีมชาติอุรุกวัยไปทำศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซียเมื่อกลางปีที่ผ่านมาด้วย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เล่นแม้แต่นาทีเดียวก็ตาม แต่เมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการทำถึง 17 ประตู เป็นรองเพียงญาโก้ อัสปาส ตัวรุกดีกรีทีมชาติสเปนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทำไปถึง 22 ประตู ซึ่งฤดูกาลนี้หลังจากเล่นไปเพียง 3 นัด มักซี่ โกเมซกลับทำได้แล้ว 2 ประตูกับอีก 2 แอสซิสต์เลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว และผลงานของทีมเซลต้า บีโก้ในฤดูกาลใหม่นี้ก็ยอดเยี่ยมมากๆ ด้วยการเก็บชัยชนะได้ 2 นัด และเสมอไป 1 นัด โดยพวกเขาสามารถเอาชนะแอตเลติโก มาดริด ทีมแกร่งของลีกได้อย่างสวยงาม 2-0 ที่บ้านของตัวเองด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมมากทีเดียว โดยมีเกมนัดเปิดฤดูกาลเท่านั้นที่พวกเขาไม่สามารถเอาชนะเอสปันญ่อลได้ในฤดูกาลนี้

 

ตำนานเบอร์ 7 ของมาดริด

    สโมสรฟุตบอลทีมดังๆ ต่างก็จะมีหมายเลขที่จะเป็นตำนานของทีม และมีเรื่องเล่าของหมายเลขนั้นๆ แตกต่างกันไป ซึ่งส่วนใหญ่หมายเลขสำคัญก็จะเป็นหมาย 7 หมายเลข 9 หรือว่าหมายเลข 10 เป็นต้น โดยเฉพาะทีมเรอัล มาดริด สโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่อันดับต้นๆ ของโลกนั้นมีเรื่องราว และสตอรี่เกี่ยวกับหมายเลข 7 ทั้งในยุคก่อนหน้านี้ และในยุคปัจจุบันด้วย

หากมองย้อนไปถึงยุคก่อนหน้านี้ตั้งแต่ปี 1980 เรอัล มาดริดมีนักเตะที่ใส่หมายเลข 7 ก็คือฆัวนิโต้ ที่ใส่จนถึงปี 1986 และส่งมอบหมายเลข 7 ต่อให้กับเอมิลิโอ บูตราเกโญ่ อดีตกองหน้าของสโมสรที่ก็กลายเป็นดาวดังของทีมเช่นกัน และติดทำเนียบดาวซัลโวตลอดกาลของสโมสรในอันดับที่ 10 ด้วย ซึ่งเขาใส่หมายเลข 7 มาถึงปี 1995 และหลังจากนั้นก็เป็นราอูล กอนซาเลซ กองหน้าระดับตำนานของสโมสร ที่อยู่กับทีมถึงเกือบ 20 ปีเลยทีเดียว โดยราอูลพาทีมประสบความสำเร็จมากมาย และเป็นดาวซัลโวตลอดกาลอันดับที่ 2 ของสโมสรด้วย โดยทำได้ถึง 323 ประตูเลยทีเดียว ซึ่งเขาเคยเป็นอันดับ 1 มานานหลายปีทีเดียว ก่อนที่จะโดนหมายเลข 7 คนต่อไปของเรอัล มาดริดมาทำลายสถิติ นั่นก็คือคริสเตียโน่ โรนัลโด้นั่นเอง ซึ่งในฤดูกาลแรกที่ทีม “ราชันย์ชุดขาว” ไปทุ่มเงินเป็นสถิติโลกซื้อตัวมาจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ ในปีแรกนั้นเขาต้องสวมเสื้อหมายเลข 9 ที่ว่างอยู่ไปก่อน เนื่องจากตอนนั้นทีมเรอัล มาดริดยังมีราอูล กอนซาเลซ ที่สวมเสื้อหมายเลข 7 ของทีมอยู่ และฤดูกาลต่อมาราอูลก็ย้ายไปร่วมทีมชาลเก้ 04 ทำให้ดาวเตะทีมชาติโปรตุเกสเปลี่ยนมาสวมเสื้อหมายเลข 7 แทนทันที เนื่องจากเป็นหมายเลขประจำในสมัยที่ค้าแข้งกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอยู่แล้ว ซึ่งดาวเตะเจ้าของฉายา CR7 ก็เข้ามาสร้างสถิติไว้อย่างมากมายหลังจากนั้น รวมถึงยังสามารถพาทีมประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และกลายเป็นนักเตะที่เป็นดาวซัลโวสูงสุดของสโมสรไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยจำนวนประตูถึง 450 ประตู จากการลงสนามไปเพียง 438 นัดเท่านั้น และใช้เวลาเพียง 9 ฤดูกาลเท่านั้นด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องมหัสจรรย์เป็นอย่างมาก

แต่ในฤดูกาลนี้หมายเลข 7 ที่เคยเป็นตำนานของสโมสรมตลอดเกือบ 40 ปี เรอัล มาดริดกลับมอบให้กับมาเรียโน่ ดิอาซ ดาวเตะชาวอเมริกันที่ไปดึงตัวกลับมาจากโอลิมปิก ลียง ทีมในฝรั่งเศส หลังจากที่ขายให้ลียงไปเมื่อซัมเมอร์ปีที่แล้วด้วยราคาเพียง 8 ล้านยูโรเท่านั้น ซึ่งทำให้หมายเลข 7 ที่เคยมีค่ากับสโมสรมากๆ กลับกลายเป็นหมายเลขธรรมดาไปเลยทีเดียว