เซลต้า น่าจับตา

    เซลต้า บีโก้ ทีมในศึกลา ลีก้าสเปน ถือว่าเป็นทีมที่น่าจับตามองมาตั้งแต่ฤดูกาลก่อนแล้ว แต่ด้วยความที่พวกเขาไม่ค่อยมีความสม่ำเสมอ ทำให้พวกเขาจบอันดับที่ไม่ดีนัก โดยจบอันดับที่ 13 ของตาราง โดยเก็บไปได้ 49 คะแนน ซึ่งก้ไม่ถึงกับต้องลุ้นหนีการตกชั้นแต่อย่างใด แต่หากได้เห็นพวกเขาเล่นแล้ว จะเห็นได้ว่าบางนัดพวกเขาก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และบางนัดก็หลุดฟอร์มไปเลยก็มีเช่นกัน ซึ่งฤดูกาลนี้เซลต้า บีโก้ คงต้องแก้ปัญหาให้ฟอร์มมีความสม่ำเสมอมากขึ้นด้วย โดยฤดูกาลนี้มีการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซือจากฆวน การ์ลอส อุนซูเอ้ มาเป็นอันโตนิโอ โมฮาเหม็ดชาวอาร์เจนไตน์วัย 48 ปีเข้ามาคุมทีม โดยกุนซือรายนี้พึ่งทำงานคุมทีมมอนเทอร์เร่ย์ ทีมในประเทศเม็กซิโกเมื่อปีที่แล้ว โดยเขาสามารถทำให้ทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศเม็กซิโกได้ด้วย

ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาเซลต้า บีโก้ ต้องเสียผู้เล่นตัวหลักจากฤดูกาลที่แล้วไปหลายคนเลยทีเดียว ทั้งดาเนี่ยล วาสส์ กองกลางชาวเดนมาร์กก็ถูกขายไปให้กับบาเลนเซีย จอนนี่ กาสโตร แบ็คซ้ายตัวจริงก็ปล่อยให้กับแอตเลติโก มาดริด ทำให้ทีมของพวกเขาอ่อนลงกว่าเมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วยซ้ำ แต่ก็ยังมีข้อดีคือนักเตะดาวรุ่งจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วก็โตขึ้นอีก 1 ปี และเล่นได้ดูดีมีอนาคตมากทีเดียวในฤดูกาลนี้ โดยพวกเขามีมักซี่ โกเมซ กองหน้าดาวรุ่งวัย 22 ปีที่ติดทีมชาติอุรุกวัยไปทำศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซียเมื่อกลางปีที่ผ่านมาด้วย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เล่นแม้แต่นาทีเดียวก็ตาม แต่เมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการทำถึง 17 ประตู เป็นรองเพียงญาโก้ อัสปาส ตัวรุกดีกรีทีมชาติสเปนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทำไปถึง 22 ประตู ซึ่งฤดูกาลนี้หลังจากเล่นไปเพียง 3 นัด มักซี่ โกเมซกลับทำได้แล้ว 2 ประตูกับอีก 2 แอสซิสต์เลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว และผลงานของทีมเซลต้า บีโก้ในฤดูกาลใหม่นี้ก็ยอดเยี่ยมมากๆ ด้วยการเก็บชัยชนะได้ 2 นัด และเสมอไป 1 นัด โดยพวกเขาสามารถเอาชนะแอตเลติโก มาดริด ทีมแกร่งของลีกได้อย่างสวยงาม 2-0 ที่บ้านของตัวเองด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมมากทีเดียว โดยมีเกมนัดเปิดฤดูกาลเท่านั้นที่พวกเขาไม่สามารถเอาชนะเอสปันญ่อลได้ในฤดูกาลนี้

 

ตำนานเบอร์ 7 ของมาดริด

    สโมสรฟุตบอลทีมดังๆ ต่างก็จะมีหมายเลขที่จะเป็นตำนานของทีม และมีเรื่องเล่าของหมายเลขนั้นๆ แตกต่างกันไป ซึ่งส่วนใหญ่หมายเลขสำคัญก็จะเป็นหมาย 7 หมายเลข 9 หรือว่าหมายเลข 10 เป็นต้น โดยเฉพาะทีมเรอัล มาดริด สโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่อันดับต้นๆ ของโลกนั้นมีเรื่องราว และสตอรี่เกี่ยวกับหมายเลข 7 ทั้งในยุคก่อนหน้านี้ และในยุคปัจจุบันด้วย

หากมองย้อนไปถึงยุคก่อนหน้านี้ตั้งแต่ปี 1980 เรอัล มาดริดมีนักเตะที่ใส่หมายเลข 7 ก็คือฆัวนิโต้ ที่ใส่จนถึงปี 1986 และส่งมอบหมายเลข 7 ต่อให้กับเอมิลิโอ บูตราเกโญ่ อดีตกองหน้าของสโมสรที่ก็กลายเป็นดาวดังของทีมเช่นกัน และติดทำเนียบดาวซัลโวตลอดกาลของสโมสรในอันดับที่ 10 ด้วย ซึ่งเขาใส่หมายเลข 7 มาถึงปี 1995 และหลังจากนั้นก็เป็นราอูล กอนซาเลซ กองหน้าระดับตำนานของสโมสร ที่อยู่กับทีมถึงเกือบ 20 ปีเลยทีเดียว โดยราอูลพาทีมประสบความสำเร็จมากมาย และเป็นดาวซัลโวตลอดกาลอันดับที่ 2 ของสโมสรด้วย โดยทำได้ถึง 323 ประตูเลยทีเดียว ซึ่งเขาเคยเป็นอันดับ 1 มานานหลายปีทีเดียว ก่อนที่จะโดนหมายเลข 7 คนต่อไปของเรอัล มาดริดมาทำลายสถิติ นั่นก็คือคริสเตียโน่ โรนัลโด้นั่นเอง ซึ่งในฤดูกาลแรกที่ทีม “ราชันย์ชุดขาว” ไปทุ่มเงินเป็นสถิติโลกซื้อตัวมาจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ ในปีแรกนั้นเขาต้องสวมเสื้อหมายเลข 9 ที่ว่างอยู่ไปก่อน เนื่องจากตอนนั้นทีมเรอัล มาดริดยังมีราอูล กอนซาเลซ ที่สวมเสื้อหมายเลข 7 ของทีมอยู่ และฤดูกาลต่อมาราอูลก็ย้ายไปร่วมทีมชาลเก้ 04 ทำให้ดาวเตะทีมชาติโปรตุเกสเปลี่ยนมาสวมเสื้อหมายเลข 7 แทนทันที เนื่องจากเป็นหมายเลขประจำในสมัยที่ค้าแข้งกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอยู่แล้ว ซึ่งดาวเตะเจ้าของฉายา CR7 ก็เข้ามาสร้างสถิติไว้อย่างมากมายหลังจากนั้น รวมถึงยังสามารถพาทีมประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และกลายเป็นนักเตะที่เป็นดาวซัลโวสูงสุดของสโมสรไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยจำนวนประตูถึง 450 ประตู จากการลงสนามไปเพียง 438 นัดเท่านั้น และใช้เวลาเพียง 9 ฤดูกาลเท่านั้นด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องมหัสจรรย์เป็นอย่างมาก

แต่ในฤดูกาลนี้หมายเลข 7 ที่เคยเป็นตำนานของสโมสรมตลอดเกือบ 40 ปี เรอัล มาดริดกลับมอบให้กับมาเรียโน่ ดิอาซ ดาวเตะชาวอเมริกันที่ไปดึงตัวกลับมาจากโอลิมปิก ลียง ทีมในฝรั่งเศส หลังจากที่ขายให้ลียงไปเมื่อซัมเมอร์ปีที่แล้วด้วยราคาเพียง 8 ล้านยูโรเท่านั้น ซึ่งทำให้หมายเลข 7 ที่เคยมีค่ากับสโมสรมากๆ กลับกลายเป็นหมายเลขธรรมดาไปเลยทีเดียว

เผยสเปค Call of Duty: Black Ops 4 พร้อมเผยแผนที่ใหม่ในโหมด Battle Royale

    อีกหนึ่งเกมภาคต่อสายแอ็คชั่นไม่ควรพลาดอย่าง Call of Duty: Black Ops 4 ที่เปิดตัวในงาน E3 2018 ที่ผ่านมาทาง Activision และ Treyarch ผู้จัดจำหน่ายและทีมพัฒนาเกม ได้ต่อยอดมาจากภาคก่อนหน้านี้ซึ่งก็ได้มีการปล่อยตัว Beta ให้เหล่าเกมเมอร์ทดลองเล่นมาแล้วเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาบนเว็บไซต์ Battle.net ซึ่งเกมนี้เปิดให้เล่นในโหมด Multiplayer โดยล็อกอินผ่านเว็บไซต์เท่านั้น นอกจากนี้ทางผู้พัฒนาเกมยังเผยสเปคความต้องการของระบบในเวอร์ชั่นพีซีที่สามารถเล่นได้ลื่นไหลอีกด้วย

สำหรับความต้องการของระบบที่ผู้เล่นสามารถเล่น Call of Duty: Black Ops 4 ได้นั้น โดยต้องใช้ CPU ขั้นต่ำเป็น Intel Core i5 2500k หรือ AMD เทียบเท่าของ Intel Core i5 2500k และการ์ดจออย่างน้อย Nvidia GeForce GTX 660 (VRAM 2 GB), GTX 1050 (VRAM 2GB) หรือ AMD Radeon HD 7850 ขึ้นไป และ RAM 8GB เป็นอย่างน้อย ซึ่งสเปคนี้ทดสอบในโหมด Multiplayer โดยในโหมดนี้สำหรับเวอร์ชั่น Beta จะมีทั้งหมด 6 โหมด คือ Team Deathmatch, Domination, Hardpoint, Kill Confirmed, Search & Destroy, และ Control มีให้เลือกแผนที่ 6 แผนที่ คือ Hacienda, Frequency, Seaside, Contraband, Payload, Gridlock และล่าสุดทาง Activision และ Treyarch ก็เผยแผนที่ใหม่ในโหมด Blackout หรือ Battle Royale ซึ่งคาดว่าจะออกมาให้สาวกเกมได้ทดสอบช่วงเดือนกันยายนโดยในโหมดนี้ สามารถรองรับผู้เล่นสูงสุด 80 คน และแผนที่กว้างกว่า 140 ตารางไมล์ ให้ผู้เล่นได้สัมผัสความสนุกแปลกใหม่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในเกมภาคที่แล้ว ซึ่งเกมมีโหมดเพิ่มเติมเข้ามาคือ Control เป็นโหมดที่ให้ผู้เล่นเลือก 2 ทีมคือทีมรุกหรือทีมรับซึ่งแต่ละทีมต้องทำคะแนนของตนเองให้มากที่สุด ทั้งนี้ตัวเกมในโหมด Blackout อาจปล่อยให้ทดเล่นสำหรับแพลต์ฟอร์ม Playstation 4 ก่อน

Call of Duty: Black Ops 4 ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนารายละเอียดก่อนเกมวางจำหน่ายช่วงเดือนตุลาคม 2018 นี้ โดยทาง Head Dan ตำแหน่ง Co-Studio ของ Treyarch เผยว่า ในภาคนี้จะมีคอนเท้นต์มากมายให้ผู้เล่นได้สัมผัสก่อนเกมวางจำหน่ายจริง ซึ่งเราก็ได้ปรับปรุงพัฒนาเกมที่ดีกว่าที่ผ่านมา แน่นอนว่าใน Call of Duty: Black Ops 4 จะเป็นเกม Multiplayer เต็มรูปแบบ โดยเกมวางจำหน่ายให้กับ Playstation 4, Xbox One เเละ PC สำหรับสเปคอย่างละเอียดสามารถอ่านได้ด้านล่างนี้

ความต้องการของระบบขั้นต่ำ

OS: Windows 7 64-Bit or later

Processor: Intel Core i5 2500k or AMD equivalent

RAM: 8GB RAM

HDD: 25GB HD space

Graphics: Nvidia GeForce GTX 660 2 GB / GTX 1050 2GB or AMD – Radeon HD 7850

DirectX: Version 11.0 compatible video card or equivalent

Network: Broadband Internet connection

Sound Card: DirectX Compatible

ความต้องการของระบบขั้นแนะนำ

OS: Windows 10 64 Bit

Processor: Intel Core i7 4770k or AMD equivalent

RAM: 12GB RAM

HDD: 25GB HD space

Graphics: Nvidia GeForce GTX 970 / GTX 1060 6GB or AMD Radeon R9 390 / AMD RX 580

DirectX: Version 11.0 compatible video card or equivalent

Network: Broadband Internet connection

Sound Card: DirectX Compatible

Ubisoft เผยสเปคเกม Assassin’s Creed Odyssey พร้อมวางจำหน่ายตุลาคม 2018

 

Ubisoft ค่ายเกมผู้ผลิตเกม Open World อย่าง Assassin’s Creed Odyssey ภาคล่าสุดในเกมตระกูล Assassin’s Creed ซึ่งเปิดตัวไปในงาน E3 2018 ของ Sony พร้อมพาผู้เล่นย้อนยุคไปช่วงยุคโรมัน ทั้งนี้ทาง Ubisoft ก็เปิดเผยความต้องการขั้นต่ำของระบบในเวอร์ชั่นพีซีแล้ว ซึ่งต้องใช้สเปคขั้นต่ำอย่างน้อยคือ CPU Intel Core i5 2400 หรือ AMD FX 6300 หรือ AMD Ryzen 3 – 1200 ขึ้นไป สำหรับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 660 หรือ AMD Radeon R9 285 ส่วน Ram 8GB โดยสเปคดังกล่าวนี้สามารถเล่นได้ในกราฟฟิกระดับ Low ที่ความละเอียด 720p 30fps เท่านั้น หากปรับเกินกว่านี้อาจทำให้เฟรมเรตตก นอกจากนี้ยังเผยสเปคพีซีระดับกลางที่สามารถเล่นเกมได้ คือ CPU Intel Core i7 3770 ขึ้นไป หรือ AMD FX-8350, AMD Ryzen 5 – 1400 ขึ้นไป การ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 970 หรือ AMD Radeon R9 290X และ Ram 8GB ซึ่งจะสามารถเล่นได้ในระดับกราฟฟิกแบบ Low หรือ Medium ที่ความละเอียด 1080p 30fps

สำหรับสเปคโดยละเอียดที่ Ubisoft เผยมีดังนี้

ความต้องการของระบบขั้นต่ำ

OS: Windows 7 SP1, Windows 8.1, Windows 10 (64-bit only version)

Processor: AMD FX 6300 @ 3.8 GHz, Intel Core i5 2400 @ 3.1 GHz, – Ryzen 3 – 1200

Graphics: AMD Radeon R9 285 (2GB VRAM) or NVIDIA GeForce GTX 660

Memory: 8GB RAM

Resolution: 720p

Targeted framerate: 30 FPS

Video Preset: Low

Storage: 46GB available hard drive space

DirectX: DirectX June 2010 Redistributable

Sound: DirectX 9.0c compatible sound card with latest drivers

ความต้องการของระบบขั้นแนะนำ

OS: Windows 7 SP1, Windows 8.1, Windows 10 (64-bit versions only)

Processor: AMD FX-8350 @ 4.0 GHz, Intel Core i7-3770 @ 3.5 GHz, Ryzen 5 – 1400

Graphics: AMD Radeon R9 290X (4GB VRAM) or better or NVIDIA GeForce GTX 970 (4GB) , GTX 1050ti (4GB) , GTX 1060 (6GB)

Memory: 8GB RAM

Resolution: 1080p

Targeted framerate: 30 FPS

Video Preset: High

Storage: 46GB available hard drive space

DirectX: DirectX June 2010 Redistributable

Sound: DirectX 9.0c compatible sound card with latest drivers

ความต้องการของระบบสำหรับความละเอียดระดับ 4K

OS: Windows 10 (64-bit versions only)

Processor: AMD Ryzen 1700X @ 3.8 GHz, Intel Core i7 7700 @ 4.2 GHz

Video: AMD Vega 64, NVIDIA GeForce GTX 1080 (8GB VRAM with Shader Model 5.0)

Memory: 16GB RAM

Resolution: 4K

Targeted framerate: 30 FPS

Video Preset: High

Storage: 46GB available hard drive space

DirectX: DirectX June 2010 Redistributable

Sound: DirectX 9.0c compatible sound card with latest drivers

สำหรับเกม Assassin’s Creed Odyssey จะพาผู้เล่นดำเนินเรื่องราวย้อนกลับไปในยุคโรมัน โดยผู้เล่นรับบทเป็นอดีตนักรบรับจ้างที่ถูกขับไล่ ต้องต่อสู้เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของตัวเองจนกลายเป็นนักรบในตำนานของสปาร์ตัน ผู้เล่นจะได้เห็นฉากใหม่ ดินแดนใหม่ของอาณาจักรโรมัน การต่อสู้ใหม่ ภารกิจใหม่ ที่แตกต่างจากภาคก่อนๆ โดยตัวเกมเตรียมวางจำหน่ายวันที่ 5 ตุลาคม 2018 นี้ สาวก Assassin’s Creed เตรียมเครื่องของคุณให้พร้อม

ปีทองของ “มาเน่”

     ซาดิโอ มาเน่ ดาวเตะกัปตันทีมชาติเซเนกัลคนปัจจุบัน ถือว่าเป็นนักเตะกำลังสำคัญของทีมลิเวอร์พูลมาโดยตลอด หลังจากที่ย้ายมาร่วมทีมเมื่อกรกฏาคมปี 2016 ซึ่งเป็นช่วงซัมเมอร์แรกที่เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันได้มีโอกาสเลือกซื้อนักเตะ หลังจากที่เข้ามาคุมทีมเมื่อปลายปี 2015 ซึ่งมาเน่ย้ายจากเซาต์แธมตันมาร่วมทีมชายคาแอนฟิลด์ด้วยราคาถึง 34 ล้านปอนด์ ซึ่งตอนแรกถูกมองว่าแพงเกินไปด้วยซ้ำ แต่จนถึงตอนนี้ต้องบิได้เลยว่าค่าตัวที่ลิเวอร์พูลจ่ายไปนั้นคุ้มค่ามากๆ เมื่อเขากลายเป็นกำลังสำคัญตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่ย้ายมาเลยทีเดียว โดยประสานงานร่วมกับโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาลแรก ซึ่งเขาทำผลงานได้โดดเด่นมากๆ โดยทำไป 13 ประตูในพรีเมียร์ลีก แต่เมื่อฤดูกาลที่แล้วผลงานของดาวเตะวัย 26 ปีถูกกลบไปโดยโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ที่สโมสรไปทุ่มเงิน 35 ล้านปอนด์ซื้อตัวมาจากโรม่า และซาล่าห์ก้าวขึ้นมาเป็นดาวเด่นอย่างเต็มตัวเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยดาวเตะทีมชาติอิยิปต์สามารถทำได้ถึง 44 ประตูเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทำให้เขาคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของสโมสรไปครองได้อีกด้วย รวมทั้งรางวัลดาวซัลโวในพรีเมียร์ลีก และรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีกด้วย ซึ่งการมาของซาล่าห์ทำให้บทบาทของซาดิโอ มาเน่ในทีมลิเวอร์พูลลดลงไปด้วย ซึ่งมาเน่เคยมีปัญหาด้านฟอร์มการเล่นอยู่พักหนึ่งเมื่อช่วงกลางฤดูกาลที่แล้วด้วย แต่เขาก็สามารถเรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้อย่างรวดเร็ว และสามารถช่วยทีมเข้าชิงฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จอีกด้วย

แต่ในฤดูกาลนี้ดูเหมือนว่าอาจจะเป็นปีทองของซาดิโอ มาเน่ก็ได้ เมื่อช่วงเริ่มต้นฤดูกาลมาแล้ว 3 นัดในพรีเมียร์ลีก ดาวเตะวัย 26 ปีสามารถทำได้ถึง 3 ประตู และมีบทบาทในแนวรุกค่อนข้างมากทีเดียวในฤดูกาลนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งที่อาจจะทำให้เขามีโอกาสทำประตูมากขึ้นก็เป็นเพราะว่าบรรดากองหลังของคู่แข่งของลิเวอร์พูลจะหันไปประกบโมฮาเหม็ด ซาล่าห์มากขึ้นในฤดูกาลนี้นั่นเอง เมื่อรู้ถึงพิษสงของอดีตดาวเตะของเชลซี และโรม่าเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทำให้ซาล่าห์อาจจะมีโอกาสที่จะทำประตูได้ไม่มากเหมือนฤดูกาลที่แล้ว และโอกาสน่าจะไปหาทางนักเตะในแดนหน้ารายอื่น อย่างโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ หรือซาดิโอ มาเน่มากขึ้นด้วย ซึ่งฤดูกาลนี้คงต้องมาดูกันว่ามาเน่จะมีความเฉียบขาดเหมือนโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ เมื่อฤดูกาลที่แล้วหรือไม่

สิ่งที่ขาดของเชลซี

  การครองบอลในฤดูกาลนี้ของเชลซีในยุคการคุมทีมของเมาริซิโอ ซาร์รี่ ถือว่าพวกเขากลายเป็นทีมทที่สามารถครองบอลได้อย่างเหนียวแน่นมากๆ และมีเปอร์เซ็นต์ในการครองบอลเหนือกว่าทีมคูแข่งโดยตลอดในช่วง 3 นัดแรกของฤดูกาลพรีเมียร์ลีกที่ผ่านมา แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นปัญหาของทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” ในฤดูกาลนี้ก็คือการที่มีกองหน้าตัวเป้าที่ไว้ใจได้ในการทำประตูอย่างต่อเนื่องนั่นเอง ซึ่งตอนนี้พวกเขามีกองหน้าตัวหลักอยู่ในทีม 2 คน คืออัลบาโร่ โมราต้า กองหน้าชาวสแปนิชที่ย้ายจากเรอัล มาดริดมาร่วมทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และอีกรายคือโอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ กองหน้าตัวเป้าของทีมชาติฝรั่งเศสที่ย้ายมาจากอาร์เซน่อลเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งทั้ง 2 รายนี้ถือว่ายังสอบไม่ผ่านในการเล่นในระบบของเมาริซิโอ ซาร์รี่ในฤดูกาลนี้เลย

โดยถึงแม้ว่าอัลบาโร่ โมราต้าในวัย 25 ปีจะสามารถเบิกสกอร์แรกในฤดูกาลนี้ไปแล้วก็ตาม ในเกมที่พบกับอาร์เซน่อล ที่เป็นศึกบิ๊กแมตช์ในนัดที่ 2 ของฤดูกาลที่สแตนฟอร์ด บริดจ์ ซึ่งเหมือนว่าจะเป็นการเรียกความมั่นใจให้กับเขาได้ แต่สุดท้ายแล้วดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่กลับมาคืนฟอร์มเหมือนสมัยที่เล่นให้กับเรอัล มาดริด หรือกับยูเวนตุสเมื่อหลายฤดูกาลก่อนเลย ซึ่งตอนแรกที่เขาย้ายมาร่วมทีมในยุคของอันโตนิโอ คอนเต้ ถือว่าโมราต้าทำผลงานได้ดีเลยทีเดียว โดยยิงประตูได้ติดๆ กันหลายนัดด้วยซ้ำ แต่หลังจากผ่านช่วงบ็อกซิ่ง เดย์ไป ฟอร์มของเขาก็กระท่อนกระแท่นมาโดยตลอด และถูกดร็อปเป็นตัวสำรองบ่อยครั้งด้วยเมื่อช่วงปลายฤดูกาลที่แล้ว

ส่วนโอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ กองหน้าวัย 31 ปีที่เป็นกองหน้าตัวจริงของทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์ฟุตบอลโลกที่ผ่านมา แต่กลับทำประตูไม่ได้แม้แต่ลูกเดียว ซึ่งคงจะฝากความหวังในการทำประตูกับนักเตะรายนี้ได้อย่างแน่นอน แต่อาจจะมีประโยชน์กว่าอัลบาโร่ โมราต้าอยู่บ้าง ตรงที่เขาสามารถเก็บบอล และพักบอลในแดนหน้าได้ดี และช่วยในเรื่องของลูกกลางอากาศในการเล่นเกมรับได้ด้วย ซึ่งมันไม่ใช่หน้าที่หลักของนักเตะในตำแหน่งศูนย์หน้าแต่อย่างใด ทำให้กองหน้าทั้ง 2 รายของเชลซีนั้นอาจจะไม่สามารถช่วยทีมในระยะยาวในการทำประตูได้ในฤดูกาลนี้ ซึ่งในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาเมาริซิโอ ซาร์รี่ เคยอยากจะได้ตัวกอนซาโล่ อิกวาอิน กองหน้าของยูเวนตุส ที่สุดท้ายเลือกไปเล่นให้กับเอซี มิลานเสียก่อน ทำให้เชลซีคงต้องทนใช้กองหน้าคู่นี้ต่อไป

ประโยชน์ของมิลเนอร์

    ถือว่าเป็นนักเตะที่มาทำได้ดีในตอนอายุเอยะอีกคนหนึ่ง สำหรับเจมส์ มิลเนอร์ ดาวเตะสารพัดประโยชน์วัย 32 ปีที่พเนจรมาแล้วถึง 5 สโมสรในพรีเมียร์ลีก ซึ่งถือว่าเป็นนักเตะที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมมากในฤดูกาลนี้ของลิเวอร์พูล โดยทางเจอร์เก้น คล็อปป์ ปรับให้เขาเข้ามาเล่นเป็นกองกลางในสไตล์บ็อก ทู บ็อก เหมือนอย่างที่แบลส มาทุยดี้ กองกลางของยูเวนตุสเล่นให้กับทีมชาติฝรั่งเศสในชุดที่คว้าแชมป์โลกได้สำเร็จนั่นเอง ซึ่งด้วยความขยันของมิลเนอร์ที่ถึงแม้ว่าจะอายุมากแล้วก็ตาม แต่ด้วยความขยัน และความเข้าใจเกมของเขา และประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ทำให้ลิเวอร์พูลได้ประโยชน์จากตรงนี้ของเขามาก เมื่อเอามิลเนอร์ขยับเข้ามาเล่นตรงกลาง โดยในช่วงต้นฤดูกาลนี้เขาได้เล่นร่วมกับนาบี เกต้า กองกลางทีมชาติมาลีที่เล่นได้หลายหลายสไตล์ แต่จุดสำคัญคือเขามีหน้าที่ขับเคลื่อนเกมรุกให้กับลิเวอร์พูล และเป็นคนพาบอลจ่ายไปให้กับ 3 ประสานในแดนหน้าเป็นหลัก ส่วนอีกรายคือจอร์จินโญ่ ไวนัลจ์ดุม กองกลางทีมชาติฮอลแลนด์ ที่จากตอนแรกเหมือนว่าเขาจะถนัดเล่นเกมรุกมากกว่าในสมัยที่เล่นให้กับทีมชาติยุคหลุยส์ ฟาน กัล หรือกับตอนที่อยู่กับนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดก็ตาม แต่ฤดูกาลนี้เขาถูกปรับมาให้เล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ ทำหน้าที่คอยไล่ตัดเกมคู่แข่งอยู่ตลอด ซึ่งทั้ง 3 คนเล่นกันได้อย่างเข้าขาลงตัวสุดๆ และสามารถลดภาระให้กับแนวรับได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้พกวเขายังไม่เสียประตูในฤดูกาลนี้แม้แต่ลูกเดียว

เจมส์ มิลเนอร์ถือว่าเป็นนักเตะที่โด่งดังอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่อายุ 16 ปีในช่วงที่เขาก้าวขึ้นมาเล่นกับลีดส์ ยูไนเต็ดใหม่ๆ โดยตอนแรกเขารับบทเป็นตัวริมเส้น ที่สามารถเล่นได้ทั้ง 2 ฝั่ง แต่หลังจากนั้นเขาก้พเนจรมาเรื่อยๆ โดยจากลีดส์แล้วก็ย้ายมาอยู่กับนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ต่อด้วยแอสตัน วิลล่า ซึ่งเป็นช่วงที่เขาทำผลงานได้ดีที่สุด จนติดทีมยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2009-2010 ด้วย รวมถึงยังได้รางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมในฤดูกาลนั้นด้วย แต่หลังจากนั้นก็ย้ายมาอยู่กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และทำให้เขาสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จเป็นครั้งแรก และครั้งเดียวจนถึงปัจจุบันนี้ด้วย และฤดูกาลนี้เขาก็กลับมาทำผลงานได้ดีอีกครั้ง ซึ่งเจมส์ มิลเนอร์น่าจะยืดตำแหน่งตัวจริงในแดนกลางได้ตลอดฤดูกาลนี้ด้วยซ้ำ หากไม่มีอาการบาดเจ็บมารบกวน ซึ่งปกติเขาแทบไม่ค่อยบาดเจ็บด้วยซ้ำในแต่ละฤดูกาล

5 ดาวเตะที่ทำ 50 ประตูเร็วสุดในอังกฤษ

    มีดาวรุ่งก้าวขึ้นมาแจ้งเกิดมากมายในศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ แต่ก็มีไม่กี่คนเท่านั้นที่ยั่งยืนจนกลายเป็นดาวดังของลีก เพราะบางทีอาจจะเก่งแค่ปีเดียว แล้วก็ฟอร์มแผ่วหายไปเลยก็มีเยอะ แต่ก็มีนักเตะหลายคนเช่นกันที่เก่งตั้งแต่เด็ก และทำประตูได้อย่างมากมาย โดย 5 อันดับนักเตะที่ทำได้ครบ 50 ประตูในพรีเมียร์ลีกได้รวดเร็วที่สุด มีดังนี้

1.ไมเคิ่ล โอเว่น กองหน้าดาวรุ่งของลิเวอร์พูล ที่ก้าวขึ้นมาโด่งดังได้อย่างรวดเร็ว เพียงฤดูกาลที่ 2 ที่ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เท่านั้นเขาก็ทำได้ถึง 18 ประตู จนก้าวขึ้นไปติดทีมชาติอังกฤษในฟุตบอลโลกฟร็องค์ 98 ด้วย โดยเขาทำประตูได้ครบ 50 ประตูรวดเร็วที่สุด ในวัยเพียง 20 ปีกับ 251 เท่านั้น

2.ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ กองหน้าที่ถนัดเท้าซ้ายของลิเวอร์พูลอีกรายหนึ่ง ที่เขาใช้เวลาเพียง 2 ฤดูกาลครึ่งเท่านั้น หลังจากที่ก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ของลิเวอร์พูล และสามารถทำได้ถึง 50 ประตูทันที

3.เวย์น รูนี่ย์ ที่ทำได้กับเอฟเวอร์ตัน 15 ประตู ก่อนที่จะย้ายมาต่อกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งถึงแม้รูนี่ย์จะได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ต้องรอถึงฤดูกาลที่ 5 เลยทีเดียว กว่าจะทำประตูได้ครบ 50 ประตูในพรีเมียร์ลีก จนทำให้เขามีอายุ 21 ปีกับ 54 วันในช่วงที่เขาทำได้ 50 ประตู ซึ่งสุดท้ายเวย์น รูนี่ย์ มากลายเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วย แซงหน้าเซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตันที่ทำไว้ 249 ประตูได้ด้วย

4.โรเมลู ลูกากู ถึงแม้ว่าจะเป็นดาวเตะชาวเบลเยี่ยม แต่ด้วยความที่เชลซีไปดึงตัวมาตั้งแต่เป็นดาวรุ่ง ทำให้เขากลายเป็นลำดับที่ 4 ที่ทำได้ถึง 50 ประตูในพรีเมียร์ลีกเร็วที่สุด คือตอนอายุ 22 ปีกับ 192 วัน โดยเขาทำประตูกับเชลซีไม่ได้เลย แต่กลับมาทำได้กับเวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน และเอฟเวอร์ตันที่ยืมตัวไปใช้งานแทน เนื่องจากแทบไม่มีโอกาสได้ลงสนามในสีเสื้อเชลซีเลย โดยได้ลงให้เชลซีในเกมลีกไปเพียง 10 นัดเท่านั้น แต่ก็ไม่สามารถทำประตูได้เลย

5.คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ย้ายมาอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตั้งแต่อายุ 18 ปี แต่ตอนแรกเขาไม่ได้เป็นนักเตะในสไตล์ที่ยิงกระจายเหมือนอย่างทุกวันนี้ โดยจะออกไปในทางการลากเลื้อยสับขาหลอกเสียมากกว่า ทำให้กว่าจะมาทำประตูในพรีเมียร์ลีกครบ 50 ลูก ก็ต้องรอถึงฤดูกาลที่แ 5 เลยทีเดียว โดยเขามาทำได้ตอนอายุ 22 ปีกับอีก 340 วัน

ชัยชนะนัดแรกของเปเญกรินี่

    หลังจากที่ออกสตาร์ตฤดูกาลในพรีเมียร์ลีกมาแล้ว 3 นัด เวสต์แฮม ยูไนเต็ดของกุนซือมานูเอล เปเญกรินี่ กุนซือชาวชิลีที่เข้ามาคุมทีมเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ซึ่งพวกเขาต้องแพ้รวดมาแล้วถึง 3 นัด ทำให้สถานการณ์ของทีม และสถานการณ์ในการคุมทีมของเขานั้นไม่มีความมั่นคงด้วย ทำให้กุนซือวัย 64 ปีต้องเร่งควานหาชัยชนะนัดแรกให้ได้โดยเร็วที่สุด และถือว่าเป็นโอกาสดีมากที่พวกเขาจะเก็บชัยชนะนัดแรกของฤดูกาลเพื่อเรียกความมั่นใจกลับมาสู่ทีมอีกครั้ง โดยมีศึกคาราบาว คัพรอบ 2 ที่มีคิวทำการแข่งขันกันในช่วงกลางสัปดาห์หลังจากที่พวกเขาบุกไปแพ้ให้กับอาร์เซน่อล 1-3 ที่เอมิเรต สเตเดี้ยมพอดี ทำให้อดีตกุนซือของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเรอัล มาดริด เน้นเกมนี้เพื่อต้องการเก็บชัยชนะนัดแรกให้ได้โดยเร็ว เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการสู้ศึกที่เหลือในฤดูกาลนี้ และเพื่อเรียกความมั่นใจของนักเตะ รวมถึงมีโอกาสที่จะให้นักเตะใหม่ๆ ที่พวกเขาซื้อเข้ามาเสริมทีมหลายรายในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสลงสนามอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เรียนรู้การประสานงานเล่นด้วยกันมากขึ้นด้วย ซึ่งการไปเยือนเอเอฟซี วิมเบิลตัน ทีมในศึกลีก วัน ถือว่าไม่แข็งมากซักเท่าไหร่ด้วย ซึ่งก็ถือว่าเป็นโอกาสที่มานูเอล เปเญกรินี่จะใช้นักเตะสำรอง และนักเตะใหม่ลงสนามด้วย โดยพวกเขาพักตัวหลักจากนัดที่แพ้อาร์เซน่อลไว้ทั้งหมด โดยใช้ชิชาริโต้ลงเป็นกองหน้าตัวเป้า และมีอังเดร ยาโมเลนโก้ทำเกมริมเส้นร่วมกับโรเบิร์ต สน็อดจ์กล๊าสส์

แต่ดูเหมือนว่าชัยชนะนัดแรกของทีม “ขุนค้อน” ในยุคของมานูเอล เปเญกรินี่นั้นจะไม่ได้มาง่ายๆ เลย เมื่อพวกเขาต้องเป็นฝ่ายตามหลังเจ้าถิ่นไปก่อน 0-1 ตั้งแต่นาทีที่ 2 ซึ่งมันเป็นโอกาสยิงตรงกรอบครั้งเดียวตลอดทั้งเกมด้วย และหลังจากนั้นเวสต์แฮมก็บุกเข้าใส่อย่างหนัก และวิมเบิลดันต้องมาเหลือผู้เล่น 10 คนด้วยตั้งแต่ช่วงกลางครึ่งแรก ทำให้ทีมเยือนบุกเข้าใส่อย่างหนัก แต่กว่าจะมาได้ประตูตีเสมอก็ต้องรอจนถึงช่วงกลางครึ่งหลังเลยทีเดียว จากอิสซ่า ดิออป และมาแซงนำในช่วง 10 นาทีสุดท้ายจากอังเจโล่ อ็อกบอนน่า ซึ่งเป็นกองหลังทั้งคู่ และช่วงทดเวลามาได้จากชิชาริโต้อีก 1 ประตู ซึ่งมานูเอล เปเญกรินี่แสดงออกอย่างชัดเจนในระหว่างเกม ว่าเขาต้องการชัยชนะนัดนี้เป็นอย่างมาก เพื่อเป็นการเรียกโมเมนตั้มของทีมให้กลับมาด้วย

แนวรับที่ยังบกพร่อง

   จาก 3 นัดแรกของฤดูกาลพรีเมียร์ลีกของทีมเชลซี มีเพียงเกมแรกที่พวกเขาบุกเอาชนะฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์เพียงนัดเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาไม่เสียประตูให้กับคู่แข่ง แต่อีก 2 นัดต่อมาที่พบกับอาร์เซน่อล และนัดล่าสุดที่บุกเอาชนะเชลซีได้สำเร็จ 2-1 หลังจากที่ 5 นัดก่อนหน้านี้ในสนามแห่งนี้ พวกเขาไม่เคยเก็บชัยชนะออกไปได้เลย ซึ่ง 2 นัดหลังสุดเชลซีต้องเสียประตูให้กับคู่แข่งทั้ง 2 นัด นั่นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเกมรับของเชลซีในยุคของเมาริซิโอ ซาร์รี่นั้นยังมีปัญหาอยู่ในเวลานี้

ในนัดที่เปิดรังสแตนฟอร์ด บริดจ์ และเฉือนเอาชนะอาร์เซน่อลไปได้ 3-2 อาร์เซน่อลก็เจาะแผงหลังของเชลซีได้ตลอด โดยเฉพาะในช่วงครึ่งเวลาแรก ที่ทีมเยือนมีโอกาสยิงแบบจ่อๆ หลายต่อหลายครั้ง แต่ด้วยความไม่เฉียบขาดของทางทีม “ปืนใหญ่” เอง ทำให้พวกเขาเอาตัวรอดมาได้สำเร็จ ทั้งที่จริงๆ แล้วพวกเขาควรจะเสียมากกว่า 2 ประตูด้วยซ้ำ และนัดล่าสุดที่บุกไปเอาชนะเชลซีได้สำเร็จ 2-1 ที่เซนต์ เจมส์ ปาร์ค ทั้งๆ ที่พวกเขาสามารถครองบอลได้เกิน 80% แท้ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโอกาสที่นิวคาสเซิ่ลจะครองบอลได้นั้นน้อยมาก และรวมถึงโอกาสที่จะยิงประตูก็ยิ่งจะลดน้อยลงไปด้วย แต่เชลซีก็ยังมาเสียประตูให้กับเจ้าถิ่นจากลูกโหม่งของโฆเซลู กองหน้าชาวสเปนที่ลงมาเป็นตัวสำรอง ซึ่งถึงแม้ว่าเกมของเชลซีจะบีบให้นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดครองบอลได้เพียง 19% เท่านั้นในตลอด 90 นาที แต่ว่านิวคาสเซิ่ลก็มีโอกาสทำประตูถึง 6 ครั้งทีเดียว ทั้งที่ราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือของเจ้าถิ่นทิ้งซาโลมอน รอนดอน กองหน้าทีมชาติเวเนซุเอล่าไว้เป็นกองหน้าตัวเป้าเพียงลำพังเท่านั้น ทำให้เห็นได้เลยว่าคู่ปราการหลังตัวกลางของเชลซีนั้นยังไม่มีประสิทธิภาพมากเพียงพอ

โดยเมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือของทางเชลซี เลือกที่จะใช้ดาวิด ลุยซ์ กองหลังชาวบราซิเลี่ยน มาจับคู่กับอันโตนิโอ รูดิเกอร์ ปราการหลังดีกรีทีมชาติเยอรมัน แต่ว่ายังเล่นได้ไม่เข้ากัน และไม่แข็งแกร่งมากนัก โดยอย่างนัดเมือวานที่พวกเขาถูกตีเสมอ ก็เป็นทางดาวิด ลุยซ์ ที่ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ ที่ปล่อยให้โฆเซลู โฉบตัดหน้าเข้ามาโหม่งทำประตูได้สำเร็จ ซึ่งกองหลังหัวฟูน่าจะเสียสมาธิไปในจังหวะนั้นด้วย ซึ่งถือว่ายังเป็นเรื่องที่กุนซือวัย 59 ปีจะต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน หากว่าอยากจะลุ้นแชมป์แบบยาวๆ ในฤดูกาลนี้