หลังบ้านของ “ปืนใหญ่”

    ทีม “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล ทีมดังจากกรุงลอนดอน เป็นทีมที่มักมีปัญหาในแนวรับมาโดยตลอดในระยะหลัง หลังจากที่หมดยุคของโซล แคมป์เบลล์ กองหลังจอมแกร่งของทีมไป ทำให้พวกเขาไม่ประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาเป็น 15 ปีแล้ว ซึ่งเป็นมาตลอดในระยะหลังในยุคการคุมทีมของอาร์เซน เวนเกอร์ ยอดกุนซือชาวฝรั่งเศสที่มักมีแนวรุกที่ยอดเยี่ยมโดยตลอด แต่แนวรับกลับแก้ไขปัญหาไม่ได้เสียที จนในฤดูกาลนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงกุนซือมาเป็นอูไน อเมรี่ กุนซือหนุ่มชาวสเปนที่ออกจากการคุมทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมงมา ก็ยังถูกแนวรับที่มีปัญหาตามมาหลอกหลอนอีกครั้งในแล้วในช่วงเวลานี้ ถึงแม้ว่ากุนซือวัย 46  ปีจะมีการเสริมแนวรับในช่วงก่อนเปิดฤดูกาลมาร่วมทีมถึง 2 คนก็ตาม

หลังจากที่ถูกแต่งตั้งให้เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมในถิ่นเอมิเรต สเตเดี้ยมเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา อูไน อเมรี่ได้จัดการคว้าตัวโซคราติส ปาปาสตาโธปูลอส ปราการหลังทีมชาติกรีซจากโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์มาร่วมทีมด้วยค่าตัว 20 ล้านยูโร และสเตฟาน ลีชสไตเนอร์ แบ็คขวาจอมเก๋าของทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ที่หมดสัญญากับทางยูเวนตุสพอดี ทำให้สามารถดึงตัวมาร่วมทีมได้โดยไม่เสียค่าตัว แต่พวกเขาก็ต้องเสียกองหลังในช่วงนั้นไปถึง 2 คนเช่นกัน คือแพร์ แมร์เตซัคเกอร์ ปราการหลังร่างสูงยาวเยอรมันที่ประกาศแขวนสตั๊ดไป และปล่อยตัวคาลั่ม แชมเบอร์ส กองหลังวัย 23 ปีไปให้กับฟูแล่ม คู่ปรับร่วมลีกที่ยืมตัวไปใช้งาน 1 ฤดูกาล ซึ่งจำนวนนักเตะในแนวรับของทีมก็ถือว่ามีอยู่พอสมควร แต่ทว่าพอเริ่มต้นฤดูกาลไปเรื่อยๆ อูไน อเมรี่ ก็ต้องพบกับปัญหาที่ตามมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นฤดูกาลที่โลร็องต์ กอสเซียนี่ ปราการหลังชาวฝรั่งเศสที่มีอาการบาดเจ็บมาตั้งแต่เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทำให้ยังไม่สามารถส่งลงสนามได้ รวมถึงเซอาด โคลาซินาช แบ็คซ้ายชาวบอสเนียก็มาบาดเจ็บในช่วงพรีซีซั่นก่อนเริ่มฤดูกาลอีก ซึ่งไม่ใช่เพียงเท่านั้นเมื่อเล่นไปเล่นมาซโคดราน มุสตาฟี่ กองหลังทีมชาติเยอรมันก็มาเจ็บไปอีกราย รวมถึงล่าสุดร็อบ โฮลดิ้งก็มาเจ็บไปอีก ซึ่งทำให้ในศึกคาราบาว คัพที่แพ้ให้กับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส อูไน อเมรี่ต้องปรับเอากรานิค ชาก้า กองกลางทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ขยับลงมาเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟร่วมกับโซคราติส ปาปาสตาโธปูลอสเลยทีเดียว ซึ่งยังดีที่ดูเหมือนว่าโลร็องต์ กอสเซียนี่จะหายเจ็บกลับมาพอดี แต่เขามักจะมีอาการบาดเจ็บรบกวนโดยตลอด ทำให้อาร์เซน่อลอาจจะมีปัญหานี้อีกในช่วงที่เหลือของฤดูกาลนี้

ตลาดที่ ‘ผี’ ไม่ควรลง

 

ตลาดซื้อขายนักเตะของวงการฟุตบอลนั้นในแต่ละปีจะมีการเปิดอยู่เพียงแค่ 2 ช่วงเท่านั้น คือตลาดซื้อขายช่วงฤดูร้อน ที่จะเปิดในเดือนกรกฏาคม และจะปิดตัวลงในเดือนสิงหาคม ซึ่งแล้วแต่กฏของแต่ละลีกว่าจะปิดตัวลงวันไหน ซึ่งจะเป็นตลาดซื้อขายหลักที่มักจะมีการซื้อขายกันอย่างมหาศาล เนื่องจากเป็นช่วงที่ยังไม่เปิดฤดูกาล ส่วนอีกช่วงคือตลาดหน้าหนาวที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 มกราคม และจะไปปิดตัวลงในวันสุดท้ายของเดือน หรือบางปีจะเป็นช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อขายเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของแต่ละทีมเท่านั้น หรือบางทีมอาจจะไม่มีการโยกย้ายนักเตะเลยก็ได้ ซึ่งทีมที่ถูกเพ่งเล็งว่าจะทำการเสริมทัพมากที่สุดในตลาดหน้าหนาวที่กำลังจะถึงนี้คือทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มีการเปลี่ยนกุนซือใหม่จากโชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีส มาเป็นโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ อดีตกองหน้าชาวนอร์เวย์ของทีมที่จะเข้ามาคุมทีมแทนในช่วงที่เหลือของฤดูกาล ซึ่งทีมดังจากเกาะอังกฤษตกเป็นข่าวว่าต้องการตัวนักเตะหลายราย และรองประธานสโมสรอย่างเอ็ด วู๊ดเวิร์ด ซีอีโอคนเก่งก็มีงบให้จับจ่ายใช้สอยถึง 50 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ซึ่งตอนแรกนั้นตัวเลขเป็น 100 ล้านปอนด์เลยด้วยซ้ำในช่วงที่โชเซ่ มูรินโญ่คุมทีมอยู่ แต่พอมีการเปลี่ยนแผนทำให้ถูกลดงบประมาณเหลือเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

การซื้อนักเตะในหน้าหนาวนี้มักไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากเหตุผลหลายประการ และเหตุผลหนึ่งก็คือทีมที่ซื้อมักจะถูกโก่งราคาแบบมหาศาล เหมือนอย่างที่ลิเวอร์พูลคว้าตัวเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ไปร่วมทีมเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา เช่นเดียวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในช่วงนี้ที่จะถูกโก่งสุดโต่งอย่างแน่นอน ไม่ว่านักเตะที่เขาจะคว้าตัวมาร่วมทีมจะเป็นใครก็ตาม เนื่องจากรู้กันทั้งวงการว่าทีม “ปีศาจแดง” มีปัญหามาก และไม่มีทางเลือกมากนัก ทำให้เป็นตลาดซื้อขายที่พวกเขาไม่ควรเดินลงไปช็อปปิ้งเลยด้วยซ้ำ ซึ่งไม่ใช่แค่เหตุผลนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นเหตุผลที่ว่าโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์นั้นเป็นกุนซือขัดตาทัพเท่านั้น ซึ่งการซื้อของเขาอาจจะไม่ตรงกับความต้องการของกุนซือที่จะมาทำทีมแบบถาวรหลังจบฤดูกาลนี้ก็ได้ รวมถึงการที่พวกเขายังไม่สามารถหาผู้อำนวยการฟุตบอลมารับตำแหน่งได้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทีมไม่ควรลงทุนอะไรที่อาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นอีกในช่วงนี้

ผลงานที่ผ่านมาของ ‘โซลชาร์’

 

หลังจากที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้นได้ทำการประกาศแต่งตั้งโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ อดีต 1 ใน 4 กองหน้าชุดที่คว้าทริปเปิ้ล แชมป์ในฤดูกาล 1998-1999 ภายใต้การคุมทีมของเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน ให้เข้ามาคุมทีมเพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่โชเซ่ มูรินโญ่ ทิ้งปัญหาไว้อย่างมากมายไปจนจบฤดูกาลนี้ ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ของแฟนบอล ‘เรด อาร์มี่’ นั้นให้การสนับสนุนอดีตเพชรฆาตหน้าหยกรายนี้อย่างแน่นอน แต่ก็มีส่วนเล็กน้อยเช่นกันว่าความสามารถของอดีตซุเปอร์ซับรายนี้จะมีมากพอที่จะคุมนักเตะเจ้าปัญหาภายในทีมอยู่หรือไม่ด้วย ซึ่งหากลองดูประสบการณ์ในการคุมทีมของเขาจะเห็นได้ว่าเขามีประสบการณ์มาพอสมควรทีเดียว

กุนซือหนุ่มวัย 45 ปีได้ทำการประกาศแขวนสตั๊ดตั้งแต่ฤดูกาล 2006-2007 กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งตอนนั้นเขามีวัยเพียง 31 ปีเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพที่ค่อนข้างเร็วทีเดียว แต่ด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรังของเขาในช่วงหลังด้วย ที่ทำให้โซลชาร์ตัดสินใจเลิกเล่นในที่สุด และเขาก็ได้ผันตัวไปเป็นโค๊ชทีมเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งเขาก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการพาทีมมเยาวชนคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จอีกด้วย หลังจากนั้นเขาก็ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้จัดการทีมอย่างเต็มตัวด้วยการไปคุมทีมโมลด์ ทีมในบ้านเกิดของเขา ซึ่งสามารถพาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของนอร์เวย์ได้ 2 ฤดูกาลติดต่อกันเลยทีเดียว ทั้งๆ ที่โมลด์ไม่ใช่ทีมใหญ่ของลีกนี้ด้วยซ้ำ โดยทีมดังของลีกนอร์เวย์นั้นจะเป็นโรเซนบอร์ก ที่ถือว่าได้แชมป์บ่อยที่สุดในช่วงหลัง แต่เขาก็สามารถพาโมลด์คว้าแชมป์ได้ถึง 2 ปีซ้อน ทำให้คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ที่ตอนนั้นกำลังลุ้นหนีตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกดึงตัวมาคุมทีม แต่ทว่าเขาไม่สามารถช่วยให้ทีมดังจากเวลส์รอดพ้นการตกชั้นได้ในปี 2014 ทำให้ได้คุมทีมเพียงแค่ 30 นัดเท่านั้น หลังจากนั้นเขาจึงย้ายกลับไปคุมทีมโมลด์อีกครั้งจนถึงปัจจุบัน ซึ่งถึงแม้ว่าคราวนี้เขาจะไม่สามารถช่วยทีมคว้าแชมป์ได้ใน 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา เนื่องจากลีกมีคุณภาพที่สูงขึ้น แต่ทว่าสถิติของเขาในการคุมทีมนั้นดีขึ้นทุกปี โดย 2 ปีหลังสุดเขาพาทีมเป็นรองแชมป์ทั้ง 2 ฤดูกาล และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือเมื่อฤดูกาลล่าสุดเขาสามารถพาทีมกลายเป็นทีมที่ยิงประตูได้มากที่สุดของลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยเฉลี่ยแล้วโมลด์ทำได้ถึง 2 ประตูต่อนัดเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นค่าเฉลี่ยที่ยอดเยี่ยมทีมเดียวสำหรับลีกรองแบบนี้ ซึ่งถือว่าน่าสนใจทีเดียวกับโอกาสในการคุมทีมครั้งนี้ของโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์

ความวุ่นวายหลังปีใหม่

    ใกล้จะถึงช่วงเทศกาลปีใหม่เข้าไปทุกทีแล้ว ซึ่งจะเป็นช่วงที่ฟุตบอลในหลายๆ ประเทศในยุโรปจะเริ่มมีการพักเบรคเพื่อหนีอากาศที่หนาวเหน็บของทวีปยุโรป ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นช่วงที่มีหิมะตก และปกคลุมสนามฟุตบอลอีกด้วย ทำให้ถือว่าเป็นช่วงพักครึ่งฤดูกาลของหลายๆ ลีก แต่กับฟุตบอลอังกฤษแล้วกลับเป็นเทศกาลที่จะมีการแข่งขันฟุตบอลกันมากที่สุดในแต่ละฤดูกาลเลยก็ว่าได้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งสำหรับศึกพรีเมียร์ลีกของอังกฤษอีกด้วย ส่วนบรรดาทีมในลีกอื่นๆ นั้นถึงแม้ว่าอาจจะไม่มีโปรแกรมทำการแข่งขันก็ตาม แต่ในส่วนการจัดการและการบริหารนั้นยังต้องดำเนินต่อไปอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ตลาดซื้อขายนักเตะหน้าหนาวจะเริ่มเปิดตัวขึ้นอีกครั้งด้วย โดยตลาดรอบนี้จะมีระยะเวลาในการซื้อขายเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น ซึ่งถึงแม้ว่าส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีการซื้อตัวที่เป็นบิ๊กดีลเกิดขึ้น แต่ก็มักจะมีการซื้อขายอยู่ตลอด เพราะบางทีมยังคงต้องแก้ปัญหาจุดอ่อนของทีมที่พบในช่วงครึ่งฤดูกาลแรก รวมถึงการซื้อเพื่อเข้ามาทดแทนนักเตะที่บาดเจ็บยาวอีกด้วย และมันยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงภายในทีมด้านอื่นๆ อย่างเช่นการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซือ ที่ดูวี่แววและกระแสข่าวในช่วงนี้แล้ว น่าจะมีการโยกย้ายกันไม่น้อยเลยทีเดียวในตำแหน่งผู้จัดการทีมของทีมใหญ่ๆ ในยุโรป

ทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ชิงปลดผู้จัดการทีมอย่างโชเซ่ มูรินโญ่ไปก่อนแล้ว และจะดึงกุนซือเข้ามารักษาการแทนชั่วคราว ซึ่งมันถือว่าเป็นวัฏจักรแรกของการเปลี่ยนแปลงที่ได้เริ่มต้นขึ้นไปแล้ว ดังนั้นต่อไปทีมใหญ่ๆ ที่จะมีการเปลี่ยนกุนซือต่อจากนี้อาจจะเล็งไปที่โชเซ่ มูรินโญ่เป็นลำดับแรก ซึ่งหากว่ามีทีมไหนมารับไม้ต่อโชเซ่ มูรินโญ่ไป วัฏจักรการเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมก็จะดำเนินการต่อทันที ซึ่งไม่ใช่แค่โชเซ่ มูรินโญ่เท่านั้นที่เป็นกุนซือดังแล้วยังว่างงาน เพราะว่ามันยังมีทั้งซีเนอดีน ซีดาน ยอดกุนซือชาวฝรั่งเศส อาร์เซน เวนเกอร์ บรมกุนซือจอมเก๋าก็ประกาศว่าจะพร้อมรับงานอีกครั้งในช่วงปีใหม่ รวมถึงกุนซือหนุ่มฝีมือดีอย่างอันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือชาวอิตาเลี่ยนที่ก็ว่างงานมาได้ครึ่งปีแล้วด้วย ซึ่ง 2 ทีมยักษ์ใหญ่ของเมืองมิลานที่กำลังมีการพิจารณาการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซืออยู่ในเวลานี้ ถือว่ามีชื่อของกุนซือว่างงานเหล่านี้อยู่ในลิสต์ที่จะดึงตัวมาคุมทีมอย่างแน่นอน ซึ่งถือว่าจะมีการเจรจากันอย่างดุเดือดแน่นอนในเมืองมิลานช่วงปีใหม่ที่จะถึงนี้

กุนซือยอดเยี่ยม

    ได้มีการประกาศออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเดือนสิงหาคมของทางพรีเมียร์ลีก ที่มีแคนดิเดตอยู่หลายคนทีเดียวที่ทางพรีเมียร์ลีกทำการประกาศออกมาก่อนหน้านี้ แต่ก็คาดว่าน่าจะมีแค่เพียง 3 คนเท่านั้นที่จะได้ลุ้นรางวัลในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งหากนับเฉพาะในเดือนสิงหาคม กุนซือที่ทำทีมชนะติดต่อกัน 3 นัดก็จะมีประมาณ 5-6 คน โดยมีตัวเต็งอย่างเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันที่ทำลิเวอร์พูลชนะ 3 นัดรวด และเป็นทีมเดียวที่ไม่เสียประตูให้ใครเลยด้วย ทำให้เป็นตัวเต็งที่จะได้รางวัลนี้ และอีก 1 ม้ามืดก็คือฆาบี การ์เซีย กุนซือชาวสแปนิชของวัตฟอร์ดนั่นเอง ที่พาทีมเก็บชัยชนะได้ 3 นัดรวดเช่นกัน ซึ่งสร้างความเซอร์ไพรซ์ให้กับแฟนบอลเป็นอย่างมากกับผลงานของวัตฟอร์ดในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งผลสุดท้ายแล้วก็เป็นกุนซือของทีม “แตนอาละวาด” ที่คว้ารางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมของเดือนสิงหาคมไปครองได้สำเร็จ

ฆาบี การ์เซีย กุนซือชาวสเปนวัย 48 ปี พึ่งจะเข้ามารับงานคุมทีมวัตฟอร์ดเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่เขาก็ไม่ได้ทำทีม “แตนอาละวาด” ดีกว่าที่มาร์โก ซิลวา กุนซือชาวโปรตุกีสที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ โดยเมื่อช่วงปลายฤดูกาลที่แล้วสถิติการคุมทีมของเขาแย่เสียด้วยซ้ำ และก่อนเริ่มต้นฤดูกาลก็เป็นตัวเต็งลำดับต้นๆ ที่จะโดนปลดจากตำแหน่งด้วย แต่พอเริ่มฤดูกาลพรีเมียร์ลีกในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนสิงหาคม ฆาบี การ์เซีย กลับพาทีมวัตฟอร์ดทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการเก็บชัยชนะรวดในเดือนสิงหาคม ด้วยการเอาเชนะไบรท์ตัน เบิร์นลี่ย์ และคริสตัล พาเลซ และในสัปดาห์แรกของเดือนกันยายนด้วยที่เล่นวิคาเลจ โร๊ด เอาชนะท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์สไปได้ 2-1 จากที่ตามหลังไปก่อนด้วย ทำให้เขาได้รับรางวัลกุนซือยอดเยี่ยมในที่สุด ซึ่งแฟนบอลลิเวอร์พูลอาจจะมีความข้องใจไม่น้อยที่เจอร์เก้น คล็อปป์ไม่ได้รับรางวัลนี้ ทั้งๆ ที่กุนซือของพวกเขาทำผลงานได้อย่างเพอร์เฟ็กต์ ด้วยการเก็บชัยชนะ 3 นัดรวดเช่นกัน และทีมก็ไม่เสียประตูแม้แต่ลูกเดียวด้วย แต่หากว่าได้ติดตามพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ ทำผลงานให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ดีกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายทางพรีเมียร์ลีกไปมอบรางวัลให้กับเดวิด ว๊ากเนอร์ กุนซือของทีมฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์แทน ซึ่งคงจะเป็นมาตรฐานการให้รางวัลของทางพรีเมียร์ลีก ในกรณีที่ทำผลงานได้เท่ากัน ก็คงจะเลือกให้กับกุนซือทีมเล็กกว่า

โอกาสของโจ โกเมซในทีมชาติ

    โจ โกเมซ กองหลังดาวรุ่งของลิเวอร์พูล ที่ในตอนนี้กำลังถูกกล่าวถึงเป็นอย่างมาก หลังจากที่โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นกับลิเวอร์พูลในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา เนื่องจากนักเตะกองหลังของลิเวอร์พูลนั้นได้รับบาดเจ็บในช่วงก่อนหน้านี้พอดี ทั้งเดยัน ลอฟเรน ปราการหลังทีมชาติโครเอเชียที่เจ็บมาจากศึกฟุตบอลโลก จนทำให้ต้องพักไปถึงกลางเดือนกันยายนนี้เป็นอย่างน้อย ส่วนโจเอล มาติป กองหลังร่างสูงก็มีอาการบาดเจ็บพอดีเช่นกันในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้โอกาสตกมาถึงโจ โกเมซ กองหลังดาวรุ่งวัย 21 ปีที่ตอนแรกเป็นตัวเลือกอันดับ 4 ในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางด้วยซ้ำ แต่กลับได้โอกาสทองในการลงสนามในช่วต้นฤดูกาล โดยเขาจับคู่กับเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ปราการหลังร่างสูงทีมชาติฮอลแลนด์ได้อย่างลงตัว และได้รับคำชมอย่างแพร่หลายจากนักวิเคราะห์เกมสำนักต่างๆ ที่ก็ออกมาชื่นชมกันแทบทุกคนว่าเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลิเวอร์พูลเสียไปเพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้นในช่วง 4 นัดแรกของฤดูกาล ซึ่งประตูที่เสียก็ไม่ใช่ความผิดของกองหลังด้วยซ้ำ แต่เป็นความผิดพลาดส่วนบุคคลของอลิสซง เบ็คเกอร์ นายประตูชาวบราซิเลี่ยนมากกว่า

ด้วยฟอร์มที่โดดเด่นในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้ดาวรุ่งวัย 21 ปีรายนี้ถูกแกเร็ธ เซาต์เกธ กุนซือทีมชาติอังกฤษเรียกกลับไปติดทีมชาติชุดใหญ่อีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยติดทีมชาติมาแล้วเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว และในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาด้วย แต่ว่าเขาดันมาบาดเจ็บก่อนศึกฟุตบอลโลกจะเริ่มขึ้นไม่นาน ทำให้ต้องหลุดจากโผ 23 ผู้เล่นของอังกฤษที่ทำศึกฟุตบอลโลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมา แต่การกลับมาของโจ โกเมซในครั้งนี้จะทำให้กุนซือวัย 48 ปีมีทางเลือกในการจัดแนวรับเพิ่มขึ้นมากทีเดียว

โดยระบบของทีมชาติอังกฤษในตอนนี้ก็คือระบบ 3-5-2 ที่จะใช้ปราการหลัง 3 คน แต่จะใช้จอห์น สโตนยืนเป็นปราการหลังตัวกลาง ส่วนด้านซ้าย และขวาจะต้องเป็นกองหลังที่สามารถขึ้นบอลได้ โดยในศึกฟุตบอลโลกมีทางแฮร์รี่ แม็คกวาย และไคลย์ วอร์คเกอร์ ที่ทำหน้าที่ในตำแหน่งนี้ การมาของโกเมซจะทำให้เซาต์เกธสามารถแก้เกมได้มากขึ้นหากใช้โกเมซแทนที่ไคลย์ วอร์คเกอร์ และเอาแบ็คขวาของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ไปยืนเป็นวิงแบ็คฝั่งขวาแทนคีแรน ทริปเปียร์ของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ก็ได้ ซึ่งทำให้เกมของทีมชาติอังกฤษอาจจะมีมิติมากขึ้นด้วย หากโจ โกเมซยังรักษามาตรฐานการเล่นได้ดีแบบนี้ต่อไป อนาคตในทีมชาติอังกฤษของเขาจะถือว่าสดใสมากทีเดียว

5 ทีมพรีเมียร์ฯ ที่ยังไม่ชนะ

    หลังจากผ่านมาแล้ว 4 นัดในศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ก็ทำให้เริ่มจะพอเห็นรูปทรง และสถานะของแต่ละทีมในฤดูกาลนี้ได้แล้ว ว่าจะวางตำแหน่งของตัวเองไว้ตรงไหนในช่วงฤดูกาลนี้ ถึงแม้ว่าจะเริ่มมาได้ไม่กี่นัดก็ตาม และยังมีโอกาสที่จะพลิกสถานการณ์กลับมาได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ทีมดีขึ้น หรือว่าแย่ลงในช่วงเวลาที่เหลือก็ตาม ซึ่งเราก็ได้เห็นกันมาตลอดในศึกพรีเมียร์ลีก โดยจนถึงตอนนี้เหลือถึง 5 ทีมทีเดียวที่ยังไม่สามารถเก็บชัยชนะในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ได้เลย ซึ่งเป็น 5 อันดับสุดท้ายของตารางคะแนนในปัจจุบันด้วย และจะมีทีมไหนบ้างมาดูกัน

คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ที่เป็นเต็ง 1 ที่จะตกชั้นในฤดูกาลนี้ ซึ่งเก็บได้เพียงแค่ 2 คะแนนเท่านั้นจาก 4 นัดที่ผ่านมา ซึ่งมีสไตล์การเล่นที่ค่อนข้างจะล้าหลังกว่าทีมอื่นๆ พอสมควร โดยมีนีล วอร์น็อค กุนซือจอมเก๋าคุมทีมอยู่ และพึ่งยิงได้เพียง 2 ประตูเท่านั้น โดยมาจากเกมล่าสุดที่พวกเขาแพ้ให้กับอาร์เซน่อล 2-3 นั่นเอง ปัญหาของพวกเขาในฤดูกาลนี้ก็คือเกมรุกที่ไม่มีใครที่สามารถฝากความหวังไว้ได้เลย

ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ของเดวิด ว๊ากเนอร์ กุนซือหนุ่มที่ส่อแววมาตั้งแต่เมื่อปลายฤดูกาลที่แล้ว แต่ปีก่อนยังรอดเพราะตุนแต้มไว้เยอะมากในช่วงต้นฤดูกาล แต่ช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลพวกเขาทำผลงานได้แย่มาก ส่วนฤดูกาลนี้ก็มาได้ 2 คะแนนใน 2 เกมล่าสุดที่เสมอกับคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ 0-0 และบุกไปเสมอกับเอฟเวอร์ตันได้ 1-1

นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ด้านชื่อชั้นของตัวผู้เล่นถือว่าไม่ได้เหนือกว่าทีมที่ตกชั้นเมื่อฤดูกาลที่แล้วเลย แต่ว่าพวกเขามีราฟาเอล เบนิเตซ ที่เคยทำลิเวอร์พูลเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาแล้วคุมทีมอยู่ แต่โปรแกรมช่วงต้นฤดูกาลนี้ถือว่าสาหัสมาก โดยจาก 4 นัดที่ผ่านมาพวกเขาต้องเจอกับทีมระดับบิ๊ก 6 ไปแล้วถึง 3 ทีม ทั้งสเปอร์ส เชลซี และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำให้ตอนนี้มีเพียงแค่คะแนนเดียวเท่านั้น

เบิร์นลี่ย์ ก็เป็นหนึ่งทีมที่ไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลย ทั้งๆ ที่เมื่อฤดูกาลที่แล้วจบอันดับที่ 7 ของตารางด้วยซ้ำ แต่ด้วยโปรแกรมยูโรป้า ลีกที่ทำให้พวกเขาไปเสียสมาธิ ทำให้ออกสตาร์ตได้อย่างย่ำแย่

เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่ก็สร้างเซอร์ไพรซ์สุดๆ เมื่อกลายเป็นทีมเดียวที่แพ้รวด 4 นัด และยังไม่มีแต้มเลยแม้แต่คะแนนเดียว ทั้งๆ ที่ก็ซื้อนักเตะเข้ามามากมาย รวมถึงยังมีกุนซืออย่างมานูเอล เปเญกรินี่ กุนซือที่เคยพาแมนเชสเตอร์ ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาแล้วด้วย

 

โจ๊กเกอร์ของปาร์ม่า

    แชร์วินโญ่ ปีกบาวไอวอรี่ โคสตร์ เคยเป็นนักเตะที่โด่งดังมากๆ ในสมัยที่ค้าแข้งกับอาร์เซน่อลในพรีเมียร์ลีก โดยเขาย้ายจากลีลล์ ทีมในลีก เอิงของประเทศฝรั่งเศสมาอยู่ในถิ่นเอมิเรต สเตเดี้ยมด้วยค่าตัวประมาณ 11 ล้านปอนด์ ในยุคการคุมทีมของอาร์เซน เวนเกอร์ในปี 2011 ซึ่งเขาโดดเด่นในระดับนึงเลยทีเดียว แต่ก็อยู่กับทีม “ปืนใหญ่” ได้แค่ประมาณ 2 ฤดูกาลเท่านั้น ก็ตัดสินใจย้ายมาค้าแข้งในกัลโช่ เซเรีย อาของอิตาลีกับทางโรม่า ทีมดังแห่งกรุงโรม ด้วยค่าตัวประมาณ 8 ล้านยูโรเท่านั้น ซึ่งแชร์วินโญ่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นทีเดียวกับทางอาแอส โรม่าในกัลโช่ เซเรีย อา ซึ่งเขาก็ค้าแข้งอยู่ในเมืองหลวงของแดนมักกะโรนีถึง 2 ปีครึ่ง ซึ่งเขาก็เป็นตัวหลักของทีมโดยตลอด แต่ว่าในเดือนมกราคมปี 2016 ทางโรม่าก็ตัดสินใจขายเขาออกจากทีมไปให้กับเหอเป่ย ไชน่า ฟอร์จูน ทีมจากซุเปอร์ลีกของประเทศจีน ซึ่ง “หมาป่าแห่งกรุงโรม” ได้ค่าตัวจากการขายครั้งนี้ถึง 18 ล้านยูโร ทำให้ได้กำไลถึง 10 ล้านยูโรเลยทีเดียว ซึ่ง 3 ปีกับทีมในแดนมังกรก็ถือว่าไม่ดีนัก เมื่อเขาได้รับบาดเจ็บบ่อยครั้ง จนได้โอกาสลงเล่นน้อยมาก และสุดท้ายก็ตัดสินใจย้ายออกมาร่วมทีมปาร์ม่า ทีมน้องใหม่ของกัลโช่ เซเรีย อาในฤดูกาลนี้

แชร์วินโญ่ ที่ปัจจุบันวัย 31 ปีได้ตัดสินใจย้ายมาร่วมทีมปาร์ม่าเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ก่อนที่ตลาดซื้อขายนักเตะของอิตาลีจะจบลงเพียง 1 วันเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นนักเตะคนสุดท้ายที่ทางปาร์ม่าคว้าตัวมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ด้วย ซึ่งสโมสรหวังว่าเขาจะเข้ามาเป็นไพ่เด็ดให้กับทีมรอดพ้นจากการตกชั้นให้ได้ในฤดูกาลนี้ ซึ่งแชร์วินโญ่ถือว่าเป็นนักเตะความเร็วสูง สามารถลากเลื้อยพาบอลไปด้านหน้าได้ดี และมักจะเรียกฟาวส์จากคู่แข่งได้บ่อยครั้ง ซึ่งเขาก็ได้โชว์ฟอร์มเด็ดให้เห็นแล้วในนัดที่ปาร์ม่าต้อนรับการมาเยือนของยูเวนตุส ยอดทีมของศึกกัลโช่ เซเรีย อาในฤดูกาลนี้ ซึ่งนัดนั้นแชร์วินโญ่ได้ลงสนามเป็นตัวจริงให้กับปาร์ม่า และเขาสามารถทำประตูตีเสมอให้กับเจ้าถิ่นได้ด้วย แต่ว่าผลสุดท้ายคือเจ้าถิ่นต้องพ่ายคารังเอ็นดิโอ ตาร์ดินี่ ให้กับแชมป์ 7 สมัยซ้อนไป 1-2 ซึ่งทำให้ปาร์ม่ายังไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลยในฤดูกาลนี้ ซึ่งหากอยากจะรอดพ้นจากการตกชั้น พวกเขาคงต้องพึ่งให้แชร์วินโญ่งัดฟอร์มเก่งออกมาให้ได้ตลอดทั้งฤดูกาลนี้

เกมรับสุดแย่ของ PSG

     ในช่วงปิดฤดูกาลลีก เอิง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมมหาเศรษฐีที่สามารถคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ได้มีการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซือของทีมจากอูไน อเมรี่ กุนซือหนุ่มชาวสเปนที่เข้ามาทำงานได้เพียง 2 ฤดูกาลเท่านั้น มาเป็นโธมัส ทูเคิ่ล กุนซือหนุ่มชาวเยอรมันที่เคยคุมทีมโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ได้อย่างยอดเยี่ยมอยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งนักเตะภายในทีมก็ไม่ได้มีการย้ายเข้า ย้ายออก หรือเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย โดยพวกเขาเสียฮาเวียร์ ปาสตอเร่ เพลย์เมคเกอร์ชาวอาร์เจนไตน์ และกอนซาโล่ เกเดส ตัวรุกทีมชาติโปรตุเกสออกจากทีมไปในแนวรุก ส่วนแนวรับนั้นมีเสียแบ็คซ้ายอย่างยูริ เบร์ชิเช่ ชาวสเปนออกจากทีมไปเพียงรายเดียวเท่านั้น และมีการเสริมแนวรับเข้าทีมอย่างฆวน เบร์นาร์ด แบ็คซ้ายร่างเล็กชาวสแปนิชจากบาเยิร์น มิวนิค และธิโล่ เคห์เรอร์ กองหลังดาวรุ่งชาวเยอรมันมาจากชาลเก้ 04 ด้วย ซึ่งน่าจะทำให้ทีมของกุนซือคนใหม่มีแนวรับที่ดีขึ้นด้วย

แต่สุดท้ายเหมือนผลมันจะไม่ได้เป็นแบบนั้น เมื่อในฤดูกาลนี้ปารีส แซงต์ แชร์กแมงของโธมัส ทูเคิ่ล ก็ยังเสียประตูแทบทุกนัด โดยมีนัดแรกที่เอาชนะก็องได้ 3-0 เท่านั้นที่พวกเขาไม่เสียประตู ซึ่งกุนซื้อหนุ่มวัย 45 ปีก็ได้มีการทดลองเปลี่ยนระบบการเล่นมาแล้วหลายระบบ ทั้ง 4-3-3 , 4-2-3-1 หรือแม้แต่ 3-5-2 อดีตกุนซือของโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์รายนี้ก็เคยลองมาแล้ว แต่ก็เหมือนจะยังหาจุดลงตัวไม่เจอ ทำให้ทีมดังจากเมืองหลวงของประเทศจะต้องเสียประตูให้คู่แข่งก่อนตลอด และมักจะเสียประตูแรกของเกมด้วย ทำให้พวกเขาต้องเป็นฝ่ายตามหลังก่อน แล้วค่อยมายิงไล่คืนในช่วงที่เหลือ ซึ่งแนวรุกของพวกเขานั้นถือว่าสุดยอดมากๆ นั้นเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ยอมรับ แต่หากว่าเขายังไม่สามารถแก้ปัญหาในแนวรับที่ยังมีช่องโหว่นี้ได้ โอกาสที่พวกเขาจะไปสู่จุดหมายที่อยากจะเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกคงต้องรอต่อไปอีก 1 ปีเป็นอย่างน้อย ซึ่งด้วยปัญหาแนวรับตอนนี้การเจอกับทีมระดับในลีก เอิงนั้นอาจจะทำอะรไรพวกเขาไม่ได้มาก แต่หากไปเจอกับยอดทีมในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกแล้ว โอกาสที่พวกเขาจะโดนหมัดน็อคจนสลบนั้นมีความเป็นไปได้มากทีเดียว โดยกองหลังตัวหลักของพวกเขาในตอนนี้ก็คือติอาโก้ ซิลวา กองหลังทีมชาติบราซิลที่ก็อายุ 33 ปี และกำลังอยู่ในช่วงขาลงแล้วด้วย ซึ่งต้องดูว่าโธมัส ทูเคิ่ลจะแก้ปัญหานี้อย่างไร

“เสือใต้” สอนบอล

    สัปดาห์ที่ 2 ของการแข่งขันฟุตบอลบุนเดสลีก้า เยอรมัน มีเกมบิ๊กแมตช์ประจำสัปดาห์อยู่ 1 คู่ด้วยกัน นั่นคือการพบกันระหว่างบาเยิร์น มิวนิค แชมป์เก่า 6 สมัยซ้อน ต้องบุกไปเยือนเมอร์เซเดส เบ๊นซ์ อารีน่า รังเหย้าของทีมเฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ต ทีมฟอร์มแรงของลีกเมื่อช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลที่แล้ว ที่เก็บชัยชนะได้เป็นว่าเล่นจากตอนแรกที่ต้องลุ้นหนีการตกชั้นด้วยซ้ำ แต่พอเปลี่ยนกุนซือมาเป็นทางเตย์ฟุน คอร์คุต อดีตกองกลางทีมชาติตุรกีที่เข้ามารับงานคุมทีมเมื่อปลายเดือนมกราคม ทีม “ม้าขาว” ก็โกยแต้มได้เป็นว่าเล่นเลยทีเดียว แต่นัดแรกของฤดูกาลนี้พวกเขาดันบุกไปพ่ายให้กับไมนซ์ 0-1 ทำให้เกมนี้พวกเขาต้องการแต้มเพื่อเรียกความมั่นใจกลับมาให้ได้ แต่การเจอกับบาเยิร์น มิวนิคนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน โดยเฉพาะทีมบาเยิร์น มิวนิคในยุคการคุมทีมของนิโก้ โควัช กุนซือชาวโครเอเชียที่พึ่งเข้ามารับงานคุมทีมในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา

แต่ศึกบิ๊กแมตช์ที่ถูกคาดหวังว่าเกมน่าจะสนุกสูสีนั้นกลับเป็นเหมือนการเปิดคลีนิคสอนบอลของทางบาเยิร์น มิวนิคเสียมากกว่า เมื่อทีมแชมป์เก่าครองบอลบุกเข้าใส่เจ้าถิ่นตั้งแต่นาทีแรกของเกมเลยทีเดียว และสุดท้ายพวกเขาก็เป็นฝ่ายเอาชนะเจ้าถิ่นไปได้อย่างขาดลอย 3-0 ซึ่งหากดูจากผลการแข่งขันว่าขาดลอยแล้ว หากไปดูสถิติในเกมนั้นจะพบว่ามันสู้กันไม่ได้เลยก็ว่าได้ เมื่อตลอดทั้งเกมสตุ๊ตการ์ตมีโอกาสทำประตูเพียง 4 ครั้งเท่านั้น แถมไม่สามารถยิงได้ตรงกรอบเลยแม้แต่ครั้งเดียวตลอดทั้ง 90 นาที ส่วนทางบาเยิร์น มิวนิคนั้นหาโอกาสยิงได้ถึง 23 ครั้ง โดยมาได้ประตูจากเลออน กอเร็ตซ์ก้า กองกลางตัวใหม่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กองหน้าดาวซัลโวประจำทีม และโธมัส มุลเลอร์ ตัวรุกที่กลับมาทำประตูได้อีกครั้ง นอกจากนั้นยังมีเปอร์เซ็นต์การครองบอลที่บ่งบอกได้ว่าเหมือนเป็นการสอนบอลกันอย่างยิ่ง เมื่อทีม “เสือใต้” ครองบอลได้ถึง 68% ซึ่งมีบางช่วงเวลาที่ครองบอลได้มากกว่า 70% ด้วยซ้ำ

นี่ขนาดเป็นทีมที่แข็งแกร่งพอสมควรอย่างเฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ต บาเยิร์น มิวนิคของนิโก้ โควัชยังสามารถกดให้โงหัวไม่ขึ้นได้ขนาดนี้ หากพวกเขาเจอกับทีมที่อ่อนกว่านี้ อาจจะมีสถิติต่างๆ ที่อาจจะดีกว่านี้ได้ด้วยซ้ำ ซึ่งฤดูกาลนี้คงต้องมาดูกันว่าทีมแรกที่จะสามารถหยุดบาเยิร์น มิวนิคได้ในฤดูกาลนี้จะเป็นทีมไหน ซึ่งตอนนี้ยังไม่เห็นมีใครในเยอรมันที่น่าจะสามารถต่อกรกับพวกเขาได้เลย