กุนซือยอดเยี่ยม

    ได้มีการประกาศออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเดือนสิงหาคมของทางพรีเมียร์ลีก ที่มีแคนดิเดตอยู่หลายคนทีเดียวที่ทางพรีเมียร์ลีกทำการประกาศออกมาก่อนหน้านี้ แต่ก็คาดว่าน่าจะมีแค่เพียง 3 คนเท่านั้นที่จะได้ลุ้นรางวัลในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งหากนับเฉพาะในเดือนสิงหาคม กุนซือที่ทำทีมชนะติดต่อกัน 3 นัดก็จะมีประมาณ 5-6 คน โดยมีตัวเต็งอย่างเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันที่ทำลิเวอร์พูลชนะ 3 นัดรวด และเป็นทีมเดียวที่ไม่เสียประตูให้ใครเลยด้วย ทำให้เป็นตัวเต็งที่จะได้รางวัลนี้ และอีก 1 ม้ามืดก็คือฆาบี การ์เซีย กุนซือชาวสแปนิชของวัตฟอร์ดนั่นเอง ที่พาทีมเก็บชัยชนะได้ 3 นัดรวดเช่นกัน ซึ่งสร้างความเซอร์ไพรซ์ให้กับแฟนบอลเป็นอย่างมากกับผลงานของวัตฟอร์ดในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งผลสุดท้ายแล้วก็เป็นกุนซือของทีม “แตนอาละวาด” ที่คว้ารางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมของเดือนสิงหาคมไปครองได้สำเร็จ

ฆาบี การ์เซีย กุนซือชาวสเปนวัย 48 ปี พึ่งจะเข้ามารับงานคุมทีมวัตฟอร์ดเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่เขาก็ไม่ได้ทำทีม “แตนอาละวาด” ดีกว่าที่มาร์โก ซิลวา กุนซือชาวโปรตุกีสที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ โดยเมื่อช่วงปลายฤดูกาลที่แล้วสถิติการคุมทีมของเขาแย่เสียด้วยซ้ำ และก่อนเริ่มต้นฤดูกาลก็เป็นตัวเต็งลำดับต้นๆ ที่จะโดนปลดจากตำแหน่งด้วย แต่พอเริ่มฤดูกาลพรีเมียร์ลีกในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนสิงหาคม ฆาบี การ์เซีย กลับพาทีมวัตฟอร์ดทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการเก็บชัยชนะรวดในเดือนสิงหาคม ด้วยการเอาเชนะไบรท์ตัน เบิร์นลี่ย์ และคริสตัล พาเลซ และในสัปดาห์แรกของเดือนกันยายนด้วยที่เล่นวิคาเลจ โร๊ด เอาชนะท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์สไปได้ 2-1 จากที่ตามหลังไปก่อนด้วย ทำให้เขาได้รับรางวัลกุนซือยอดเยี่ยมในที่สุด ซึ่งแฟนบอลลิเวอร์พูลอาจจะมีความข้องใจไม่น้อยที่เจอร์เก้น คล็อปป์ไม่ได้รับรางวัลนี้ ทั้งๆ ที่กุนซือของพวกเขาทำผลงานได้อย่างเพอร์เฟ็กต์ ด้วยการเก็บชัยชนะ 3 นัดรวดเช่นกัน และทีมก็ไม่เสียประตูแม้แต่ลูกเดียวด้วย แต่หากว่าได้ติดตามพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ ทำผลงานให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ดีกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายทางพรีเมียร์ลีกไปมอบรางวัลให้กับเดวิด ว๊ากเนอร์ กุนซือของทีมฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์แทน ซึ่งคงจะเป็นมาตรฐานการให้รางวัลของทางพรีเมียร์ลีก ในกรณีที่ทำผลงานได้เท่ากัน ก็คงจะเลือกให้กับกุนซือทีมเล็กกว่า

โอกาสของโจ โกเมซในทีมชาติ

    โจ โกเมซ กองหลังดาวรุ่งของลิเวอร์พูล ที่ในตอนนี้กำลังถูกกล่าวถึงเป็นอย่างมาก หลังจากที่โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นกับลิเวอร์พูลในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา เนื่องจากนักเตะกองหลังของลิเวอร์พูลนั้นได้รับบาดเจ็บในช่วงก่อนหน้านี้พอดี ทั้งเดยัน ลอฟเรน ปราการหลังทีมชาติโครเอเชียที่เจ็บมาจากศึกฟุตบอลโลก จนทำให้ต้องพักไปถึงกลางเดือนกันยายนนี้เป็นอย่างน้อย ส่วนโจเอล มาติป กองหลังร่างสูงก็มีอาการบาดเจ็บพอดีเช่นกันในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้โอกาสตกมาถึงโจ โกเมซ กองหลังดาวรุ่งวัย 21 ปีที่ตอนแรกเป็นตัวเลือกอันดับ 4 ในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางด้วยซ้ำ แต่กลับได้โอกาสทองในการลงสนามในช่วต้นฤดูกาล โดยเขาจับคู่กับเฟอร์กิล ฟาน ไดจค์ ปราการหลังร่างสูงทีมชาติฮอลแลนด์ได้อย่างลงตัว และได้รับคำชมอย่างแพร่หลายจากนักวิเคราะห์เกมสำนักต่างๆ ที่ก็ออกมาชื่นชมกันแทบทุกคนว่าเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลิเวอร์พูลเสียไปเพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้นในช่วง 4 นัดแรกของฤดูกาล ซึ่งประตูที่เสียก็ไม่ใช่ความผิดของกองหลังด้วยซ้ำ แต่เป็นความผิดพลาดส่วนบุคคลของอลิสซง เบ็คเกอร์ นายประตูชาวบราซิเลี่ยนมากกว่า

ด้วยฟอร์มที่โดดเด่นในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้ดาวรุ่งวัย 21 ปีรายนี้ถูกแกเร็ธ เซาต์เกธ กุนซือทีมชาติอังกฤษเรียกกลับไปติดทีมชาติชุดใหญ่อีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยติดทีมชาติมาแล้วเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว และในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาด้วย แต่ว่าเขาดันมาบาดเจ็บก่อนศึกฟุตบอลโลกจะเริ่มขึ้นไม่นาน ทำให้ต้องหลุดจากโผ 23 ผู้เล่นของอังกฤษที่ทำศึกฟุตบอลโลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมา แต่การกลับมาของโจ โกเมซในครั้งนี้จะทำให้กุนซือวัย 48 ปีมีทางเลือกในการจัดแนวรับเพิ่มขึ้นมากทีเดียว

โดยระบบของทีมชาติอังกฤษในตอนนี้ก็คือระบบ 3-5-2 ที่จะใช้ปราการหลัง 3 คน แต่จะใช้จอห์น สโตนยืนเป็นปราการหลังตัวกลาง ส่วนด้านซ้าย และขวาจะต้องเป็นกองหลังที่สามารถขึ้นบอลได้ โดยในศึกฟุตบอลโลกมีทางแฮร์รี่ แม็คกวาย และไคลย์ วอร์คเกอร์ ที่ทำหน้าที่ในตำแหน่งนี้ การมาของโกเมซจะทำให้เซาต์เกธสามารถแก้เกมได้มากขึ้นหากใช้โกเมซแทนที่ไคลย์ วอร์คเกอร์ และเอาแบ็คขวาของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ไปยืนเป็นวิงแบ็คฝั่งขวาแทนคีแรน ทริปเปียร์ของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ก็ได้ ซึ่งทำให้เกมของทีมชาติอังกฤษอาจจะมีมิติมากขึ้นด้วย หากโจ โกเมซยังรักษามาตรฐานการเล่นได้ดีแบบนี้ต่อไป อนาคตในทีมชาติอังกฤษของเขาจะถือว่าสดใสมากทีเดียว

5 ทีมพรีเมียร์ฯ ที่ยังไม่ชนะ

    หลังจากผ่านมาแล้ว 4 นัดในศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ก็ทำให้เริ่มจะพอเห็นรูปทรง และสถานะของแต่ละทีมในฤดูกาลนี้ได้แล้ว ว่าจะวางตำแหน่งของตัวเองไว้ตรงไหนในช่วงฤดูกาลนี้ ถึงแม้ว่าจะเริ่มมาได้ไม่กี่นัดก็ตาม และยังมีโอกาสที่จะพลิกสถานการณ์กลับมาได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ทีมดีขึ้น หรือว่าแย่ลงในช่วงเวลาที่เหลือก็ตาม ซึ่งเราก็ได้เห็นกันมาตลอดในศึกพรีเมียร์ลีก โดยจนถึงตอนนี้เหลือถึง 5 ทีมทีเดียวที่ยังไม่สามารถเก็บชัยชนะในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ได้เลย ซึ่งเป็น 5 อันดับสุดท้ายของตารางคะแนนในปัจจุบันด้วย และจะมีทีมไหนบ้างมาดูกัน

คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ที่เป็นเต็ง 1 ที่จะตกชั้นในฤดูกาลนี้ ซึ่งเก็บได้เพียงแค่ 2 คะแนนเท่านั้นจาก 4 นัดที่ผ่านมา ซึ่งมีสไตล์การเล่นที่ค่อนข้างจะล้าหลังกว่าทีมอื่นๆ พอสมควร โดยมีนีล วอร์น็อค กุนซือจอมเก๋าคุมทีมอยู่ และพึ่งยิงได้เพียง 2 ประตูเท่านั้น โดยมาจากเกมล่าสุดที่พวกเขาแพ้ให้กับอาร์เซน่อล 2-3 นั่นเอง ปัญหาของพวกเขาในฤดูกาลนี้ก็คือเกมรุกที่ไม่มีใครที่สามารถฝากความหวังไว้ได้เลย

ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ของเดวิด ว๊ากเนอร์ กุนซือหนุ่มที่ส่อแววมาตั้งแต่เมื่อปลายฤดูกาลที่แล้ว แต่ปีก่อนยังรอดเพราะตุนแต้มไว้เยอะมากในช่วงต้นฤดูกาล แต่ช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลพวกเขาทำผลงานได้แย่มาก ส่วนฤดูกาลนี้ก็มาได้ 2 คะแนนใน 2 เกมล่าสุดที่เสมอกับคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ 0-0 และบุกไปเสมอกับเอฟเวอร์ตันได้ 1-1

นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ด้านชื่อชั้นของตัวผู้เล่นถือว่าไม่ได้เหนือกว่าทีมที่ตกชั้นเมื่อฤดูกาลที่แล้วเลย แต่ว่าพวกเขามีราฟาเอล เบนิเตซ ที่เคยทำลิเวอร์พูลเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาแล้วคุมทีมอยู่ แต่โปรแกรมช่วงต้นฤดูกาลนี้ถือว่าสาหัสมาก โดยจาก 4 นัดที่ผ่านมาพวกเขาต้องเจอกับทีมระดับบิ๊ก 6 ไปแล้วถึง 3 ทีม ทั้งสเปอร์ส เชลซี และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำให้ตอนนี้มีเพียงแค่คะแนนเดียวเท่านั้น

เบิร์นลี่ย์ ก็เป็นหนึ่งทีมที่ไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลย ทั้งๆ ที่เมื่อฤดูกาลที่แล้วจบอันดับที่ 7 ของตารางด้วยซ้ำ แต่ด้วยโปรแกรมยูโรป้า ลีกที่ทำให้พวกเขาไปเสียสมาธิ ทำให้ออกสตาร์ตได้อย่างย่ำแย่

เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่ก็สร้างเซอร์ไพรซ์สุดๆ เมื่อกลายเป็นทีมเดียวที่แพ้รวด 4 นัด และยังไม่มีแต้มเลยแม้แต่คะแนนเดียว ทั้งๆ ที่ก็ซื้อนักเตะเข้ามามากมาย รวมถึงยังมีกุนซืออย่างมานูเอล เปเญกรินี่ กุนซือที่เคยพาแมนเชสเตอร์ ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาแล้วด้วย

 

โจ๊กเกอร์ของปาร์ม่า

    แชร์วินโญ่ ปีกบาวไอวอรี่ โคสตร์ เคยเป็นนักเตะที่โด่งดังมากๆ ในสมัยที่ค้าแข้งกับอาร์เซน่อลในพรีเมียร์ลีก โดยเขาย้ายจากลีลล์ ทีมในลีก เอิงของประเทศฝรั่งเศสมาอยู่ในถิ่นเอมิเรต สเตเดี้ยมด้วยค่าตัวประมาณ 11 ล้านปอนด์ ในยุคการคุมทีมของอาร์เซน เวนเกอร์ในปี 2011 ซึ่งเขาโดดเด่นในระดับนึงเลยทีเดียว แต่ก็อยู่กับทีม “ปืนใหญ่” ได้แค่ประมาณ 2 ฤดูกาลเท่านั้น ก็ตัดสินใจย้ายมาค้าแข้งในกัลโช่ เซเรีย อาของอิตาลีกับทางโรม่า ทีมดังแห่งกรุงโรม ด้วยค่าตัวประมาณ 8 ล้านยูโรเท่านั้น ซึ่งแชร์วินโญ่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นทีเดียวกับทางอาแอส โรม่าในกัลโช่ เซเรีย อา ซึ่งเขาก็ค้าแข้งอยู่ในเมืองหลวงของแดนมักกะโรนีถึง 2 ปีครึ่ง ซึ่งเขาก็เป็นตัวหลักของทีมโดยตลอด แต่ว่าในเดือนมกราคมปี 2016 ทางโรม่าก็ตัดสินใจขายเขาออกจากทีมไปให้กับเหอเป่ย ไชน่า ฟอร์จูน ทีมจากซุเปอร์ลีกของประเทศจีน ซึ่ง “หมาป่าแห่งกรุงโรม” ได้ค่าตัวจากการขายครั้งนี้ถึง 18 ล้านยูโร ทำให้ได้กำไลถึง 10 ล้านยูโรเลยทีเดียว ซึ่ง 3 ปีกับทีมในแดนมังกรก็ถือว่าไม่ดีนัก เมื่อเขาได้รับบาดเจ็บบ่อยครั้ง จนได้โอกาสลงเล่นน้อยมาก และสุดท้ายก็ตัดสินใจย้ายออกมาร่วมทีมปาร์ม่า ทีมน้องใหม่ของกัลโช่ เซเรีย อาในฤดูกาลนี้

แชร์วินโญ่ ที่ปัจจุบันวัย 31 ปีได้ตัดสินใจย้ายมาร่วมทีมปาร์ม่าเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ก่อนที่ตลาดซื้อขายนักเตะของอิตาลีจะจบลงเพียง 1 วันเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นนักเตะคนสุดท้ายที่ทางปาร์ม่าคว้าตัวมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ด้วย ซึ่งสโมสรหวังว่าเขาจะเข้ามาเป็นไพ่เด็ดให้กับทีมรอดพ้นจากการตกชั้นให้ได้ในฤดูกาลนี้ ซึ่งแชร์วินโญ่ถือว่าเป็นนักเตะความเร็วสูง สามารถลากเลื้อยพาบอลไปด้านหน้าได้ดี และมักจะเรียกฟาวส์จากคู่แข่งได้บ่อยครั้ง ซึ่งเขาก็ได้โชว์ฟอร์มเด็ดให้เห็นแล้วในนัดที่ปาร์ม่าต้อนรับการมาเยือนของยูเวนตุส ยอดทีมของศึกกัลโช่ เซเรีย อาในฤดูกาลนี้ ซึ่งนัดนั้นแชร์วินโญ่ได้ลงสนามเป็นตัวจริงให้กับปาร์ม่า และเขาสามารถทำประตูตีเสมอให้กับเจ้าถิ่นได้ด้วย แต่ว่าผลสุดท้ายคือเจ้าถิ่นต้องพ่ายคารังเอ็นดิโอ ตาร์ดินี่ ให้กับแชมป์ 7 สมัยซ้อนไป 1-2 ซึ่งทำให้ปาร์ม่ายังไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลยในฤดูกาลนี้ ซึ่งหากอยากจะรอดพ้นจากการตกชั้น พวกเขาคงต้องพึ่งให้แชร์วินโญ่งัดฟอร์มเก่งออกมาให้ได้ตลอดทั้งฤดูกาลนี้

เกมรับสุดแย่ของ PSG

     ในช่วงปิดฤดูกาลลีก เอิง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมมหาเศรษฐีที่สามารถคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ได้มีการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซือของทีมจากอูไน อเมรี่ กุนซือหนุ่มชาวสเปนที่เข้ามาทำงานได้เพียง 2 ฤดูกาลเท่านั้น มาเป็นโธมัส ทูเคิ่ล กุนซือหนุ่มชาวเยอรมันที่เคยคุมทีมโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ได้อย่างยอดเยี่ยมอยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งนักเตะภายในทีมก็ไม่ได้มีการย้ายเข้า ย้ายออก หรือเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย โดยพวกเขาเสียฮาเวียร์ ปาสตอเร่ เพลย์เมคเกอร์ชาวอาร์เจนไตน์ และกอนซาโล่ เกเดส ตัวรุกทีมชาติโปรตุเกสออกจากทีมไปในแนวรุก ส่วนแนวรับนั้นมีเสียแบ็คซ้ายอย่างยูริ เบร์ชิเช่ ชาวสเปนออกจากทีมไปเพียงรายเดียวเท่านั้น และมีการเสริมแนวรับเข้าทีมอย่างฆวน เบร์นาร์ด แบ็คซ้ายร่างเล็กชาวสแปนิชจากบาเยิร์น มิวนิค และธิโล่ เคห์เรอร์ กองหลังดาวรุ่งชาวเยอรมันมาจากชาลเก้ 04 ด้วย ซึ่งน่าจะทำให้ทีมของกุนซือคนใหม่มีแนวรับที่ดีขึ้นด้วย

แต่สุดท้ายเหมือนผลมันจะไม่ได้เป็นแบบนั้น เมื่อในฤดูกาลนี้ปารีส แซงต์ แชร์กแมงของโธมัส ทูเคิ่ล ก็ยังเสียประตูแทบทุกนัด โดยมีนัดแรกที่เอาชนะก็องได้ 3-0 เท่านั้นที่พวกเขาไม่เสียประตู ซึ่งกุนซื้อหนุ่มวัย 45 ปีก็ได้มีการทดลองเปลี่ยนระบบการเล่นมาแล้วหลายระบบ ทั้ง 4-3-3 , 4-2-3-1 หรือแม้แต่ 3-5-2 อดีตกุนซือของโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์รายนี้ก็เคยลองมาแล้ว แต่ก็เหมือนจะยังหาจุดลงตัวไม่เจอ ทำให้ทีมดังจากเมืองหลวงของประเทศจะต้องเสียประตูให้คู่แข่งก่อนตลอด และมักจะเสียประตูแรกของเกมด้วย ทำให้พวกเขาต้องเป็นฝ่ายตามหลังก่อน แล้วค่อยมายิงไล่คืนในช่วงที่เหลือ ซึ่งแนวรุกของพวกเขานั้นถือว่าสุดยอดมากๆ นั้นเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ยอมรับ แต่หากว่าเขายังไม่สามารถแก้ปัญหาในแนวรับที่ยังมีช่องโหว่นี้ได้ โอกาสที่พวกเขาจะไปสู่จุดหมายที่อยากจะเป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกคงต้องรอต่อไปอีก 1 ปีเป็นอย่างน้อย ซึ่งด้วยปัญหาแนวรับตอนนี้การเจอกับทีมระดับในลีก เอิงนั้นอาจจะทำอะรไรพวกเขาไม่ได้มาก แต่หากไปเจอกับยอดทีมในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกแล้ว โอกาสที่พวกเขาจะโดนหมัดน็อคจนสลบนั้นมีความเป็นไปได้มากทีเดียว โดยกองหลังตัวหลักของพวกเขาในตอนนี้ก็คือติอาโก้ ซิลวา กองหลังทีมชาติบราซิลที่ก็อายุ 33 ปี และกำลังอยู่ในช่วงขาลงแล้วด้วย ซึ่งต้องดูว่าโธมัส ทูเคิ่ลจะแก้ปัญหานี้อย่างไร

“เสือใต้” สอนบอล

    สัปดาห์ที่ 2 ของการแข่งขันฟุตบอลบุนเดสลีก้า เยอรมัน มีเกมบิ๊กแมตช์ประจำสัปดาห์อยู่ 1 คู่ด้วยกัน นั่นคือการพบกันระหว่างบาเยิร์น มิวนิค แชมป์เก่า 6 สมัยซ้อน ต้องบุกไปเยือนเมอร์เซเดส เบ๊นซ์ อารีน่า รังเหย้าของทีมเฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ต ทีมฟอร์มแรงของลีกเมื่อช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลที่แล้ว ที่เก็บชัยชนะได้เป็นว่าเล่นจากตอนแรกที่ต้องลุ้นหนีการตกชั้นด้วยซ้ำ แต่พอเปลี่ยนกุนซือมาเป็นทางเตย์ฟุน คอร์คุต อดีตกองกลางทีมชาติตุรกีที่เข้ามารับงานคุมทีมเมื่อปลายเดือนมกราคม ทีม “ม้าขาว” ก็โกยแต้มได้เป็นว่าเล่นเลยทีเดียว แต่นัดแรกของฤดูกาลนี้พวกเขาดันบุกไปพ่ายให้กับไมนซ์ 0-1 ทำให้เกมนี้พวกเขาต้องการแต้มเพื่อเรียกความมั่นใจกลับมาให้ได้ แต่การเจอกับบาเยิร์น มิวนิคนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน โดยเฉพาะทีมบาเยิร์น มิวนิคในยุคการคุมทีมของนิโก้ โควัช กุนซือชาวโครเอเชียที่พึ่งเข้ามารับงานคุมทีมในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา

แต่ศึกบิ๊กแมตช์ที่ถูกคาดหวังว่าเกมน่าจะสนุกสูสีนั้นกลับเป็นเหมือนการเปิดคลีนิคสอนบอลของทางบาเยิร์น มิวนิคเสียมากกว่า เมื่อทีมแชมป์เก่าครองบอลบุกเข้าใส่เจ้าถิ่นตั้งแต่นาทีแรกของเกมเลยทีเดียว และสุดท้ายพวกเขาก็เป็นฝ่ายเอาชนะเจ้าถิ่นไปได้อย่างขาดลอย 3-0 ซึ่งหากดูจากผลการแข่งขันว่าขาดลอยแล้ว หากไปดูสถิติในเกมนั้นจะพบว่ามันสู้กันไม่ได้เลยก็ว่าได้ เมื่อตลอดทั้งเกมสตุ๊ตการ์ตมีโอกาสทำประตูเพียง 4 ครั้งเท่านั้น แถมไม่สามารถยิงได้ตรงกรอบเลยแม้แต่ครั้งเดียวตลอดทั้ง 90 นาที ส่วนทางบาเยิร์น มิวนิคนั้นหาโอกาสยิงได้ถึง 23 ครั้ง โดยมาได้ประตูจากเลออน กอเร็ตซ์ก้า กองกลางตัวใหม่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กองหน้าดาวซัลโวประจำทีม และโธมัส มุลเลอร์ ตัวรุกที่กลับมาทำประตูได้อีกครั้ง นอกจากนั้นยังมีเปอร์เซ็นต์การครองบอลที่บ่งบอกได้ว่าเหมือนเป็นการสอนบอลกันอย่างยิ่ง เมื่อทีม “เสือใต้” ครองบอลได้ถึง 68% ซึ่งมีบางช่วงเวลาที่ครองบอลได้มากกว่า 70% ด้วยซ้ำ

นี่ขนาดเป็นทีมที่แข็งแกร่งพอสมควรอย่างเฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ต บาเยิร์น มิวนิคของนิโก้ โควัชยังสามารถกดให้โงหัวไม่ขึ้นได้ขนาดนี้ หากพวกเขาเจอกับทีมที่อ่อนกว่านี้ อาจจะมีสถิติต่างๆ ที่อาจจะดีกว่านี้ได้ด้วยซ้ำ ซึ่งฤดูกาลนี้คงต้องมาดูกันว่าทีมแรกที่จะสามารถหยุดบาเยิร์น มิวนิคได้ในฤดูกาลนี้จะเป็นทีมไหน ซึ่งตอนนี้ยังไม่เห็นมีใครในเยอรมันที่น่าจะสามารถต่อกรกับพวกเขาได้เลย

เซลต้า น่าจับตา

    เซลต้า บีโก้ ทีมในศึกลา ลีก้าสเปน ถือว่าเป็นทีมที่น่าจับตามองมาตั้งแต่ฤดูกาลก่อนแล้ว แต่ด้วยความที่พวกเขาไม่ค่อยมีความสม่ำเสมอ ทำให้พวกเขาจบอันดับที่ไม่ดีนัก โดยจบอันดับที่ 13 ของตาราง โดยเก็บไปได้ 49 คะแนน ซึ่งก้ไม่ถึงกับต้องลุ้นหนีการตกชั้นแต่อย่างใด แต่หากได้เห็นพวกเขาเล่นแล้ว จะเห็นได้ว่าบางนัดพวกเขาก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และบางนัดก็หลุดฟอร์มไปเลยก็มีเช่นกัน ซึ่งฤดูกาลนี้เซลต้า บีโก้ คงต้องแก้ปัญหาให้ฟอร์มมีความสม่ำเสมอมากขึ้นด้วย โดยฤดูกาลนี้มีการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซือจากฆวน การ์ลอส อุนซูเอ้ มาเป็นอันโตนิโอ โมฮาเหม็ดชาวอาร์เจนไตน์วัย 48 ปีเข้ามาคุมทีม โดยกุนซือรายนี้พึ่งทำงานคุมทีมมอนเทอร์เร่ย์ ทีมในประเทศเม็กซิโกเมื่อปีที่แล้ว โดยเขาสามารถทำให้ทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศเม็กซิโกได้ด้วย

ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาเซลต้า บีโก้ ต้องเสียผู้เล่นตัวหลักจากฤดูกาลที่แล้วไปหลายคนเลยทีเดียว ทั้งดาเนี่ยล วาสส์ กองกลางชาวเดนมาร์กก็ถูกขายไปให้กับบาเลนเซีย จอนนี่ กาสโตร แบ็คซ้ายตัวจริงก็ปล่อยให้กับแอตเลติโก มาดริด ทำให้ทีมของพวกเขาอ่อนลงกว่าเมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วยซ้ำ แต่ก็ยังมีข้อดีคือนักเตะดาวรุ่งจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วก็โตขึ้นอีก 1 ปี และเล่นได้ดูดีมีอนาคตมากทีเดียวในฤดูกาลนี้ โดยพวกเขามีมักซี่ โกเมซ กองหน้าดาวรุ่งวัย 22 ปีที่ติดทีมชาติอุรุกวัยไปทำศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซียเมื่อกลางปีที่ผ่านมาด้วย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เล่นแม้แต่นาทีเดียวก็ตาม แต่เมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการทำถึง 17 ประตู เป็นรองเพียงญาโก้ อัสปาส ตัวรุกดีกรีทีมชาติสเปนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทำไปถึง 22 ประตู ซึ่งฤดูกาลนี้หลังจากเล่นไปเพียง 3 นัด มักซี่ โกเมซกลับทำได้แล้ว 2 ประตูกับอีก 2 แอสซิสต์เลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว และผลงานของทีมเซลต้า บีโก้ในฤดูกาลใหม่นี้ก็ยอดเยี่ยมมากๆ ด้วยการเก็บชัยชนะได้ 2 นัด และเสมอไป 1 นัด โดยพวกเขาสามารถเอาชนะแอตเลติโก มาดริด ทีมแกร่งของลีกได้อย่างสวยงาม 2-0 ที่บ้านของตัวเองด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมมากทีเดียว โดยมีเกมนัดเปิดฤดูกาลเท่านั้นที่พวกเขาไม่สามารถเอาชนะเอสปันญ่อลได้ในฤดูกาลนี้

 

ตำนานเบอร์ 7 ของมาดริด

    สโมสรฟุตบอลทีมดังๆ ต่างก็จะมีหมายเลขที่จะเป็นตำนานของทีม และมีเรื่องเล่าของหมายเลขนั้นๆ แตกต่างกันไป ซึ่งส่วนใหญ่หมายเลขสำคัญก็จะเป็นหมาย 7 หมายเลข 9 หรือว่าหมายเลข 10 เป็นต้น โดยเฉพาะทีมเรอัล มาดริด สโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่อันดับต้นๆ ของโลกนั้นมีเรื่องราว และสตอรี่เกี่ยวกับหมายเลข 7 ทั้งในยุคก่อนหน้านี้ และในยุคปัจจุบันด้วย

หากมองย้อนไปถึงยุคก่อนหน้านี้ตั้งแต่ปี 1980 เรอัล มาดริดมีนักเตะที่ใส่หมายเลข 7 ก็คือฆัวนิโต้ ที่ใส่จนถึงปี 1986 และส่งมอบหมายเลข 7 ต่อให้กับเอมิลิโอ บูตราเกโญ่ อดีตกองหน้าของสโมสรที่ก็กลายเป็นดาวดังของทีมเช่นกัน และติดทำเนียบดาวซัลโวตลอดกาลของสโมสรในอันดับที่ 10 ด้วย ซึ่งเขาใส่หมายเลข 7 มาถึงปี 1995 และหลังจากนั้นก็เป็นราอูล กอนซาเลซ กองหน้าระดับตำนานของสโมสร ที่อยู่กับทีมถึงเกือบ 20 ปีเลยทีเดียว โดยราอูลพาทีมประสบความสำเร็จมากมาย และเป็นดาวซัลโวตลอดกาลอันดับที่ 2 ของสโมสรด้วย โดยทำได้ถึง 323 ประตูเลยทีเดียว ซึ่งเขาเคยเป็นอันดับ 1 มานานหลายปีทีเดียว ก่อนที่จะโดนหมายเลข 7 คนต่อไปของเรอัล มาดริดมาทำลายสถิติ นั่นก็คือคริสเตียโน่ โรนัลโด้นั่นเอง ซึ่งในฤดูกาลแรกที่ทีม “ราชันย์ชุดขาว” ไปทุ่มเงินเป็นสถิติโลกซื้อตัวมาจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ ในปีแรกนั้นเขาต้องสวมเสื้อหมายเลข 9 ที่ว่างอยู่ไปก่อน เนื่องจากตอนนั้นทีมเรอัล มาดริดยังมีราอูล กอนซาเลซ ที่สวมเสื้อหมายเลข 7 ของทีมอยู่ และฤดูกาลต่อมาราอูลก็ย้ายไปร่วมทีมชาลเก้ 04 ทำให้ดาวเตะทีมชาติโปรตุเกสเปลี่ยนมาสวมเสื้อหมายเลข 7 แทนทันที เนื่องจากเป็นหมายเลขประจำในสมัยที่ค้าแข้งกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอยู่แล้ว ซึ่งดาวเตะเจ้าของฉายา CR7 ก็เข้ามาสร้างสถิติไว้อย่างมากมายหลังจากนั้น รวมถึงยังสามารถพาทีมประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และกลายเป็นนักเตะที่เป็นดาวซัลโวสูงสุดของสโมสรไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยจำนวนประตูถึง 450 ประตู จากการลงสนามไปเพียง 438 นัดเท่านั้น และใช้เวลาเพียง 9 ฤดูกาลเท่านั้นด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องมหัสจรรย์เป็นอย่างมาก

แต่ในฤดูกาลนี้หมายเลข 7 ที่เคยเป็นตำนานของสโมสรมตลอดเกือบ 40 ปี เรอัล มาดริดกลับมอบให้กับมาเรียโน่ ดิอาซ ดาวเตะชาวอเมริกันที่ไปดึงตัวกลับมาจากโอลิมปิก ลียง ทีมในฝรั่งเศส หลังจากที่ขายให้ลียงไปเมื่อซัมเมอร์ปีที่แล้วด้วยราคาเพียง 8 ล้านยูโรเท่านั้น ซึ่งทำให้หมายเลข 7 ที่เคยมีค่ากับสโมสรมากๆ กลับกลายเป็นหมายเลขธรรมดาไปเลยทีเดียว

ปีทองของ “มาเน่”

     ซาดิโอ มาเน่ ดาวเตะกัปตันทีมชาติเซเนกัลคนปัจจุบัน ถือว่าเป็นนักเตะกำลังสำคัญของทีมลิเวอร์พูลมาโดยตลอด หลังจากที่ย้ายมาร่วมทีมเมื่อกรกฏาคมปี 2016 ซึ่งเป็นช่วงซัมเมอร์แรกที่เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันได้มีโอกาสเลือกซื้อนักเตะ หลังจากที่เข้ามาคุมทีมเมื่อปลายปี 2015 ซึ่งมาเน่ย้ายจากเซาต์แธมตันมาร่วมทีมชายคาแอนฟิลด์ด้วยราคาถึง 34 ล้านปอนด์ ซึ่งตอนแรกถูกมองว่าแพงเกินไปด้วยซ้ำ แต่จนถึงตอนนี้ต้องบิได้เลยว่าค่าตัวที่ลิเวอร์พูลจ่ายไปนั้นคุ้มค่ามากๆ เมื่อเขากลายเป็นกำลังสำคัญตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่ย้ายมาเลยทีเดียว โดยประสานงานร่วมกับโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาลแรก ซึ่งเขาทำผลงานได้โดดเด่นมากๆ โดยทำไป 13 ประตูในพรีเมียร์ลีก แต่เมื่อฤดูกาลที่แล้วผลงานของดาวเตะวัย 26 ปีถูกกลบไปโดยโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ที่สโมสรไปทุ่มเงิน 35 ล้านปอนด์ซื้อตัวมาจากโรม่า และซาล่าห์ก้าวขึ้นมาเป็นดาวเด่นอย่างเต็มตัวเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยดาวเตะทีมชาติอิยิปต์สามารถทำได้ถึง 44 ประตูเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทำให้เขาคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของสโมสรไปครองได้อีกด้วย รวมทั้งรางวัลดาวซัลโวในพรีเมียร์ลีก และรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีกด้วย ซึ่งการมาของซาล่าห์ทำให้บทบาทของซาดิโอ มาเน่ในทีมลิเวอร์พูลลดลงไปด้วย ซึ่งมาเน่เคยมีปัญหาด้านฟอร์มการเล่นอยู่พักหนึ่งเมื่อช่วงกลางฤดูกาลที่แล้วด้วย แต่เขาก็สามารถเรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้อย่างรวดเร็ว และสามารถช่วยทีมเข้าชิงฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จอีกด้วย

แต่ในฤดูกาลนี้ดูเหมือนว่าอาจจะเป็นปีทองของซาดิโอ มาเน่ก็ได้ เมื่อช่วงเริ่มต้นฤดูกาลมาแล้ว 3 นัดในพรีเมียร์ลีก ดาวเตะวัย 26 ปีสามารถทำได้ถึง 3 ประตู และมีบทบาทในแนวรุกค่อนข้างมากทีเดียวในฤดูกาลนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งที่อาจจะทำให้เขามีโอกาสทำประตูมากขึ้นก็เป็นเพราะว่าบรรดากองหลังของคู่แข่งของลิเวอร์พูลจะหันไปประกบโมฮาเหม็ด ซาล่าห์มากขึ้นในฤดูกาลนี้นั่นเอง เมื่อรู้ถึงพิษสงของอดีตดาวเตะของเชลซี และโรม่าเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทำให้ซาล่าห์อาจจะมีโอกาสที่จะทำประตูได้ไม่มากเหมือนฤดูกาลที่แล้ว และโอกาสน่าจะไปหาทางนักเตะในแดนหน้ารายอื่น อย่างโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ หรือซาดิโอ มาเน่มากขึ้นด้วย ซึ่งฤดูกาลนี้คงต้องมาดูกันว่ามาเน่จะมีความเฉียบขาดเหมือนโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ เมื่อฤดูกาลที่แล้วหรือไม่

สิ่งที่ขาดของเชลซี

  การครองบอลในฤดูกาลนี้ของเชลซีในยุคการคุมทีมของเมาริซิโอ ซาร์รี่ ถือว่าพวกเขากลายเป็นทีมทที่สามารถครองบอลได้อย่างเหนียวแน่นมากๆ และมีเปอร์เซ็นต์ในการครองบอลเหนือกว่าทีมคูแข่งโดยตลอดในช่วง 3 นัดแรกของฤดูกาลพรีเมียร์ลีกที่ผ่านมา แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นปัญหาของทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” ในฤดูกาลนี้ก็คือการที่มีกองหน้าตัวเป้าที่ไว้ใจได้ในการทำประตูอย่างต่อเนื่องนั่นเอง ซึ่งตอนนี้พวกเขามีกองหน้าตัวหลักอยู่ในทีม 2 คน คืออัลบาโร่ โมราต้า กองหน้าชาวสแปนิชที่ย้ายจากเรอัล มาดริดมาร่วมทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และอีกรายคือโอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ กองหน้าตัวเป้าของทีมชาติฝรั่งเศสที่ย้ายมาจากอาร์เซน่อลเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งทั้ง 2 รายนี้ถือว่ายังสอบไม่ผ่านในการเล่นในระบบของเมาริซิโอ ซาร์รี่ในฤดูกาลนี้เลย

โดยถึงแม้ว่าอัลบาโร่ โมราต้าในวัย 25 ปีจะสามารถเบิกสกอร์แรกในฤดูกาลนี้ไปแล้วก็ตาม ในเกมที่พบกับอาร์เซน่อล ที่เป็นศึกบิ๊กแมตช์ในนัดที่ 2 ของฤดูกาลที่สแตนฟอร์ด บริดจ์ ซึ่งเหมือนว่าจะเป็นการเรียกความมั่นใจให้กับเขาได้ แต่สุดท้ายแล้วดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่กลับมาคืนฟอร์มเหมือนสมัยที่เล่นให้กับเรอัล มาดริด หรือกับยูเวนตุสเมื่อหลายฤดูกาลก่อนเลย ซึ่งตอนแรกที่เขาย้ายมาร่วมทีมในยุคของอันโตนิโอ คอนเต้ ถือว่าโมราต้าทำผลงานได้ดีเลยทีเดียว โดยยิงประตูได้ติดๆ กันหลายนัดด้วยซ้ำ แต่หลังจากผ่านช่วงบ็อกซิ่ง เดย์ไป ฟอร์มของเขาก็กระท่อนกระแท่นมาโดยตลอด และถูกดร็อปเป็นตัวสำรองบ่อยครั้งด้วยเมื่อช่วงปลายฤดูกาลที่แล้ว

ส่วนโอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ กองหน้าวัย 31 ปีที่เป็นกองหน้าตัวจริงของทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์ฟุตบอลโลกที่ผ่านมา แต่กลับทำประตูไม่ได้แม้แต่ลูกเดียว ซึ่งคงจะฝากความหวังในการทำประตูกับนักเตะรายนี้ได้อย่างแน่นอน แต่อาจจะมีประโยชน์กว่าอัลบาโร่ โมราต้าอยู่บ้าง ตรงที่เขาสามารถเก็บบอล และพักบอลในแดนหน้าได้ดี และช่วยในเรื่องของลูกกลางอากาศในการเล่นเกมรับได้ด้วย ซึ่งมันไม่ใช่หน้าที่หลักของนักเตะในตำแหน่งศูนย์หน้าแต่อย่างใด ทำให้กองหน้าทั้ง 2 รายของเชลซีนั้นอาจจะไม่สามารถช่วยทีมในระยะยาวในการทำประตูได้ในฤดูกาลนี้ ซึ่งในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาเมาริซิโอ ซาร์รี่ เคยอยากจะได้ตัวกอนซาโล่ อิกวาอิน กองหน้าของยูเวนตุส ที่สุดท้ายเลือกไปเล่นให้กับเอซี มิลานเสียก่อน ทำให้เชลซีคงต้องทนใช้กองหน้าคู่นี้ต่อไป