ประโยชน์ของมิลเนอร์

    ถือว่าเป็นนักเตะที่มาทำได้ดีในตอนอายุเอยะอีกคนหนึ่ง สำหรับเจมส์ มิลเนอร์ ดาวเตะสารพัดประโยชน์วัย 32 ปีที่พเนจรมาแล้วถึง 5 สโมสรในพรีเมียร์ลีก ซึ่งถือว่าเป็นนักเตะที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมมากในฤดูกาลนี้ของลิเวอร์พูล โดยทางเจอร์เก้น คล็อปป์ ปรับให้เขาเข้ามาเล่นเป็นกองกลางในสไตล์บ็อก ทู บ็อก เหมือนอย่างที่แบลส มาทุยดี้ กองกลางของยูเวนตุสเล่นให้กับทีมชาติฝรั่งเศสในชุดที่คว้าแชมป์โลกได้สำเร็จนั่นเอง ซึ่งด้วยความขยันของมิลเนอร์ที่ถึงแม้ว่าจะอายุมากแล้วก็ตาม แต่ด้วยความขยัน และความเข้าใจเกมของเขา และประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ทำให้ลิเวอร์พูลได้ประโยชน์จากตรงนี้ของเขามาก เมื่อเอามิลเนอร์ขยับเข้ามาเล่นตรงกลาง โดยในช่วงต้นฤดูกาลนี้เขาได้เล่นร่วมกับนาบี เกต้า กองกลางทีมชาติมาลีที่เล่นได้หลายหลายสไตล์ แต่จุดสำคัญคือเขามีหน้าที่ขับเคลื่อนเกมรุกให้กับลิเวอร์พูล และเป็นคนพาบอลจ่ายไปให้กับ 3 ประสานในแดนหน้าเป็นหลัก ส่วนอีกรายคือจอร์จินโญ่ ไวนัลจ์ดุม กองกลางทีมชาติฮอลแลนด์ ที่จากตอนแรกเหมือนว่าเขาจะถนัดเล่นเกมรุกมากกว่าในสมัยที่เล่นให้กับทีมชาติยุคหลุยส์ ฟาน กัล หรือกับตอนที่อยู่กับนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดก็ตาม แต่ฤดูกาลนี้เขาถูกปรับมาให้เล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ ทำหน้าที่คอยไล่ตัดเกมคู่แข่งอยู่ตลอด ซึ่งทั้ง 3 คนเล่นกันได้อย่างเข้าขาลงตัวสุดๆ และสามารถลดภาระให้กับแนวรับได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้พกวเขายังไม่เสียประตูในฤดูกาลนี้แม้แต่ลูกเดียว

เจมส์ มิลเนอร์ถือว่าเป็นนักเตะที่โด่งดังอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่อายุ 16 ปีในช่วงที่เขาก้าวขึ้นมาเล่นกับลีดส์ ยูไนเต็ดใหม่ๆ โดยตอนแรกเขารับบทเป็นตัวริมเส้น ที่สามารถเล่นได้ทั้ง 2 ฝั่ง แต่หลังจากนั้นเขาก้พเนจรมาเรื่อยๆ โดยจากลีดส์แล้วก็ย้ายมาอยู่กับนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ต่อด้วยแอสตัน วิลล่า ซึ่งเป็นช่วงที่เขาทำผลงานได้ดีที่สุด จนติดทีมยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2009-2010 ด้วย รวมถึงยังได้รางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมในฤดูกาลนั้นด้วย แต่หลังจากนั้นก็ย้ายมาอยู่กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และทำให้เขาสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จเป็นครั้งแรก และครั้งเดียวจนถึงปัจจุบันนี้ด้วย และฤดูกาลนี้เขาก็กลับมาทำผลงานได้ดีอีกครั้ง ซึ่งเจมส์ มิลเนอร์น่าจะยืดตำแหน่งตัวจริงในแดนกลางได้ตลอดฤดูกาลนี้ด้วยซ้ำ หากไม่มีอาการบาดเจ็บมารบกวน ซึ่งปกติเขาแทบไม่ค่อยบาดเจ็บด้วยซ้ำในแต่ละฤดูกาล

5 ดาวเตะที่ทำ 50 ประตูเร็วสุดในอังกฤษ

    มีดาวรุ่งก้าวขึ้นมาแจ้งเกิดมากมายในศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ แต่ก็มีไม่กี่คนเท่านั้นที่ยั่งยืนจนกลายเป็นดาวดังของลีก เพราะบางทีอาจจะเก่งแค่ปีเดียว แล้วก็ฟอร์มแผ่วหายไปเลยก็มีเยอะ แต่ก็มีนักเตะหลายคนเช่นกันที่เก่งตั้งแต่เด็ก และทำประตูได้อย่างมากมาย โดย 5 อันดับนักเตะที่ทำได้ครบ 50 ประตูในพรีเมียร์ลีกได้รวดเร็วที่สุด มีดังนี้

1.ไมเคิ่ล โอเว่น กองหน้าดาวรุ่งของลิเวอร์พูล ที่ก้าวขึ้นมาโด่งดังได้อย่างรวดเร็ว เพียงฤดูกาลที่ 2 ที่ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เท่านั้นเขาก็ทำได้ถึง 18 ประตู จนก้าวขึ้นไปติดทีมชาติอังกฤษในฟุตบอลโลกฟร็องค์ 98 ด้วย โดยเขาทำประตูได้ครบ 50 ประตูรวดเร็วที่สุด ในวัยเพียง 20 ปีกับ 251 เท่านั้น

2.ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ กองหน้าที่ถนัดเท้าซ้ายของลิเวอร์พูลอีกรายหนึ่ง ที่เขาใช้เวลาเพียง 2 ฤดูกาลครึ่งเท่านั้น หลังจากที่ก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ของลิเวอร์พูล และสามารถทำได้ถึง 50 ประตูทันที

3.เวย์น รูนี่ย์ ที่ทำได้กับเอฟเวอร์ตัน 15 ประตู ก่อนที่จะย้ายมาต่อกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งถึงแม้รูนี่ย์จะได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ต้องรอถึงฤดูกาลที่ 5 เลยทีเดียว กว่าจะทำประตูได้ครบ 50 ประตูในพรีเมียร์ลีก จนทำให้เขามีอายุ 21 ปีกับ 54 วันในช่วงที่เขาทำได้ 50 ประตู ซึ่งสุดท้ายเวย์น รูนี่ย์ มากลายเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วย แซงหน้าเซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตันที่ทำไว้ 249 ประตูได้ด้วย

4.โรเมลู ลูกากู ถึงแม้ว่าจะเป็นดาวเตะชาวเบลเยี่ยม แต่ด้วยความที่เชลซีไปดึงตัวมาตั้งแต่เป็นดาวรุ่ง ทำให้เขากลายเป็นลำดับที่ 4 ที่ทำได้ถึง 50 ประตูในพรีเมียร์ลีกเร็วที่สุด คือตอนอายุ 22 ปีกับ 192 วัน โดยเขาทำประตูกับเชลซีไม่ได้เลย แต่กลับมาทำได้กับเวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน และเอฟเวอร์ตันที่ยืมตัวไปใช้งานแทน เนื่องจากแทบไม่มีโอกาสได้ลงสนามในสีเสื้อเชลซีเลย โดยได้ลงให้เชลซีในเกมลีกไปเพียง 10 นัดเท่านั้น แต่ก็ไม่สามารถทำประตูได้เลย

5.คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ย้ายมาอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตั้งแต่อายุ 18 ปี แต่ตอนแรกเขาไม่ได้เป็นนักเตะในสไตล์ที่ยิงกระจายเหมือนอย่างทุกวันนี้ โดยจะออกไปในทางการลากเลื้อยสับขาหลอกเสียมากกว่า ทำให้กว่าจะมาทำประตูในพรีเมียร์ลีกครบ 50 ลูก ก็ต้องรอถึงฤดูกาลที่แ 5 เลยทีเดียว โดยเขามาทำได้ตอนอายุ 22 ปีกับอีก 340 วัน

ชัยชนะนัดแรกของเปเญกรินี่

    หลังจากที่ออกสตาร์ตฤดูกาลในพรีเมียร์ลีกมาแล้ว 3 นัด เวสต์แฮม ยูไนเต็ดของกุนซือมานูเอล เปเญกรินี่ กุนซือชาวชิลีที่เข้ามาคุมทีมเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ซึ่งพวกเขาต้องแพ้รวดมาแล้วถึง 3 นัด ทำให้สถานการณ์ของทีม และสถานการณ์ในการคุมทีมของเขานั้นไม่มีความมั่นคงด้วย ทำให้กุนซือวัย 64 ปีต้องเร่งควานหาชัยชนะนัดแรกให้ได้โดยเร็วที่สุด และถือว่าเป็นโอกาสดีมากที่พวกเขาจะเก็บชัยชนะนัดแรกของฤดูกาลเพื่อเรียกความมั่นใจกลับมาสู่ทีมอีกครั้ง โดยมีศึกคาราบาว คัพรอบ 2 ที่มีคิวทำการแข่งขันกันในช่วงกลางสัปดาห์หลังจากที่พวกเขาบุกไปแพ้ให้กับอาร์เซน่อล 1-3 ที่เอมิเรต สเตเดี้ยมพอดี ทำให้อดีตกุนซือของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเรอัล มาดริด เน้นเกมนี้เพื่อต้องการเก็บชัยชนะนัดแรกให้ได้โดยเร็ว เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการสู้ศึกที่เหลือในฤดูกาลนี้ และเพื่อเรียกความมั่นใจของนักเตะ รวมถึงมีโอกาสที่จะให้นักเตะใหม่ๆ ที่พวกเขาซื้อเข้ามาเสริมทีมหลายรายในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสลงสนามอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เรียนรู้การประสานงานเล่นด้วยกันมากขึ้นด้วย ซึ่งการไปเยือนเอเอฟซี วิมเบิลตัน ทีมในศึกลีก วัน ถือว่าไม่แข็งมากซักเท่าไหร่ด้วย ซึ่งก็ถือว่าเป็นโอกาสที่มานูเอล เปเญกรินี่จะใช้นักเตะสำรอง และนักเตะใหม่ลงสนามด้วย โดยพวกเขาพักตัวหลักจากนัดที่แพ้อาร์เซน่อลไว้ทั้งหมด โดยใช้ชิชาริโต้ลงเป็นกองหน้าตัวเป้า และมีอังเดร ยาโมเลนโก้ทำเกมริมเส้นร่วมกับโรเบิร์ต สน็อดจ์กล๊าสส์

แต่ดูเหมือนว่าชัยชนะนัดแรกของทีม “ขุนค้อน” ในยุคของมานูเอล เปเญกรินี่นั้นจะไม่ได้มาง่ายๆ เลย เมื่อพวกเขาต้องเป็นฝ่ายตามหลังเจ้าถิ่นไปก่อน 0-1 ตั้งแต่นาทีที่ 2 ซึ่งมันเป็นโอกาสยิงตรงกรอบครั้งเดียวตลอดทั้งเกมด้วย และหลังจากนั้นเวสต์แฮมก็บุกเข้าใส่อย่างหนัก และวิมเบิลดันต้องมาเหลือผู้เล่น 10 คนด้วยตั้งแต่ช่วงกลางครึ่งแรก ทำให้ทีมเยือนบุกเข้าใส่อย่างหนัก แต่กว่าจะมาได้ประตูตีเสมอก็ต้องรอจนถึงช่วงกลางครึ่งหลังเลยทีเดียว จากอิสซ่า ดิออป และมาแซงนำในช่วง 10 นาทีสุดท้ายจากอังเจโล่ อ็อกบอนน่า ซึ่งเป็นกองหลังทั้งคู่ และช่วงทดเวลามาได้จากชิชาริโต้อีก 1 ประตู ซึ่งมานูเอล เปเญกรินี่แสดงออกอย่างชัดเจนในระหว่างเกม ว่าเขาต้องการชัยชนะนัดนี้เป็นอย่างมาก เพื่อเป็นการเรียกโมเมนตั้มของทีมให้กลับมาด้วย

แนวรับที่ยังบกพร่อง

   จาก 3 นัดแรกของฤดูกาลพรีเมียร์ลีกของทีมเชลซี มีเพียงเกมแรกที่พวกเขาบุกเอาชนะฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์เพียงนัดเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาไม่เสียประตูให้กับคู่แข่ง แต่อีก 2 นัดต่อมาที่พบกับอาร์เซน่อล และนัดล่าสุดที่บุกเอาชนะเชลซีได้สำเร็จ 2-1 หลังจากที่ 5 นัดก่อนหน้านี้ในสนามแห่งนี้ พวกเขาไม่เคยเก็บชัยชนะออกไปได้เลย ซึ่ง 2 นัดหลังสุดเชลซีต้องเสียประตูให้กับคู่แข่งทั้ง 2 นัด นั่นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเกมรับของเชลซีในยุคของเมาริซิโอ ซาร์รี่นั้นยังมีปัญหาอยู่ในเวลานี้

ในนัดที่เปิดรังสแตนฟอร์ด บริดจ์ และเฉือนเอาชนะอาร์เซน่อลไปได้ 3-2 อาร์เซน่อลก็เจาะแผงหลังของเชลซีได้ตลอด โดยเฉพาะในช่วงครึ่งเวลาแรก ที่ทีมเยือนมีโอกาสยิงแบบจ่อๆ หลายต่อหลายครั้ง แต่ด้วยความไม่เฉียบขาดของทางทีม “ปืนใหญ่” เอง ทำให้พวกเขาเอาตัวรอดมาได้สำเร็จ ทั้งที่จริงๆ แล้วพวกเขาควรจะเสียมากกว่า 2 ประตูด้วยซ้ำ และนัดล่าสุดที่บุกไปเอาชนะเชลซีได้สำเร็จ 2-1 ที่เซนต์ เจมส์ ปาร์ค ทั้งๆ ที่พวกเขาสามารถครองบอลได้เกิน 80% แท้ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโอกาสที่นิวคาสเซิ่ลจะครองบอลได้นั้นน้อยมาก และรวมถึงโอกาสที่จะยิงประตูก็ยิ่งจะลดน้อยลงไปด้วย แต่เชลซีก็ยังมาเสียประตูให้กับเจ้าถิ่นจากลูกโหม่งของโฆเซลู กองหน้าชาวสเปนที่ลงมาเป็นตัวสำรอง ซึ่งถึงแม้ว่าเกมของเชลซีจะบีบให้นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดครองบอลได้เพียง 19% เท่านั้นในตลอด 90 นาที แต่ว่านิวคาสเซิ่ลก็มีโอกาสทำประตูถึง 6 ครั้งทีเดียว ทั้งที่ราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือของเจ้าถิ่นทิ้งซาโลมอน รอนดอน กองหน้าทีมชาติเวเนซุเอล่าไว้เป็นกองหน้าตัวเป้าเพียงลำพังเท่านั้น ทำให้เห็นได้เลยว่าคู่ปราการหลังตัวกลางของเชลซีนั้นยังไม่มีประสิทธิภาพมากเพียงพอ

โดยเมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือของทางเชลซี เลือกที่จะใช้ดาวิด ลุยซ์ กองหลังชาวบราซิเลี่ยน มาจับคู่กับอันโตนิโอ รูดิเกอร์ ปราการหลังดีกรีทีมชาติเยอรมัน แต่ว่ายังเล่นได้ไม่เข้ากัน และไม่แข็งแกร่งมากนัก โดยอย่างนัดเมือวานที่พวกเขาถูกตีเสมอ ก็เป็นทางดาวิด ลุยซ์ ที่ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ ที่ปล่อยให้โฆเซลู โฉบตัดหน้าเข้ามาโหม่งทำประตูได้สำเร็จ ซึ่งกองหลังหัวฟูน่าจะเสียสมาธิไปในจังหวะนั้นด้วย ซึ่งถือว่ายังเป็นเรื่องที่กุนซือวัย 59 ปีจะต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน หากว่าอยากจะลุ้นแชมป์แบบยาวๆ ในฤดูกาลนี้

คนละชั้น

    ศึกบุนเดสลีก้าของเยอรมันได้ทำการเริ่มเปิดฤดูกาลกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคู่เปิดสนามในฤดูกาลนี้ก็เป็นทางบาเยิร์น มิวนิค ทีมแชมป์เก่า 6 สมัยซ้อนที่ได้รับเกียรติให้เตะเป็นคู่แรกในฤดูกาลนี้อีกครั้ง หลังจากที่เมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขาก็ได้เล่นในอัลลิอันซ์ อารีน่าเปิดสนามบุนเดสลีก้าพบกับไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่นในนัดเปิดฤดูกาล และเอาชนะไปได้ 3-1 ส่วนฤดูกาลนี้พวกเขาก็สามารถย้อนรอยได้สำเร็จอีกครั้งโดยการเอาชนะฮอฟเฟ่นไฮม์ ทีมฟอร์มแรงไปได้ 3-1 เช่นเดียวกับเมื่อปีก่อน ซึ่งหากดูจากสกอร์ที่ออกมานั้นเหมือนว่าจะเป็นการชนะได้ง่ายๆ และขาดลอย แต่เอาเข้าจริงแล้วทีม “เสือใต้” ของนิโก้ โควัช กุนซือร่างเล็กคนใหม่ของบาเยิร์น มิวนิคต้องออกแรงมากทีเดียว กว่าจะเก็บ 3 คะแนนเต็มได้ในนัดนี้ และต้องมาเร่งในช่วงท้ายเกมด้วย กว่าจะชนะได้สำเร็จ

ถึงแม้ว่ากุนซือคนใหม่ชาวโครเอเชียจะสามารถเก็บชัยชนะแรกได้ตามที่ตั้งไว้ แต่ในรายละเอียดของเกมถือว่ายังมีเรื่องที่ต้องให้ปรับให้แก้กันอีกเยอะเลยทีเดียว แต่ในส่วนของฟอร์มการเล่นของนักเตะแล้วก็มีความแตกต่างให้เห็นมากเลยทีเดียว เมื่อในนัดนี้คิงส์ลี่ย์ โกม็อง ปีกความเร็วสูงชาวฝรั่งเศสที่ได้โอกาสลงสนามเป็นตัวจริงในนัดนี้ ซึ่งก็ถือว่าเล่นได้วูบวาบตามสไตล์ของนักเตะดาวรุ่งทั่วไป ที่สร้างสรรค์โอกาสในการทำประตูได้เก่ง แต่ว่าจังหวะสุดท้ายนั้นถือว่ายังไม่มีความแน่นอน ซึ่งในนัดนี้จะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน เมื่อดาวเตะวัย 22 ปีมาได้รับบาดเจ็บในช่วงท้ายครึ่งแรกและเล่นต่อไม่ไหว ทำให้ต้องถูกหิ้วปีกออกไป และต้องเปลี่ยนเอาอาร์เยน ร็อบเบน ปีกจอมเก๋าชาวดัตช์ลงสนามมาเล่นแทน ซึ่งหลังจากที่ทีม “เสือใต้” ถูกตีเสมอในช่วงต้นครึ่งหลังได้สำเร็จ และดูเหมือนเกมจะตันๆ และช่วงท้ายๆ เกมก็เป็น 2 นักเตะตัวเก๋าอย่างฟร็องค์ ริเบรี่ ที่มาเรียกจุดโทษให้ทีมได้สำเร็จ และประตูปิดกล่อง 3-1 ก็มาจากความเก๋า และจังหวะฟุตบอลของอาร์เยน ร็อบเบนนั่นเอง ที่ทำให้ทีมเก็บชัยชนะนัดแรกได้สำเร็จ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่าถึงแม้ว่า 2 ดาวเตะตัวเก๋าอย่างฟร็องค์ ริเบรี่ และอาร์เยน ร็อบเบน จะอายุปาเข้าไป 35 และ 34 ปีตามลำดับ แต่ดาวรุ่งที่กำลังก้าวขึ้นมาจะเป็นตัวแทนของพวกเขานั้น ถึงแม้ว่าจะร่างกายสดคว่า แต่ว่าจังหวะสุดท้ายในเรื่องของความเฉียบขาดนั้นยังห่างชั้นจากพวกเขามากนัก

ผลที่ไม่มี VAR

    หลังจากในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ที่ทางสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือทางฟีฟ่าได้เอาระบบวีดีโอ ผู้ช่วยผู้ตัดสิน หรือว่า VAR Video Assistant referee เข้ามาใช้งานอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ได้ทดลองใช้งานมาแล้วในศึกคอนเฟเดเรชั่นส์ คัพเมื่อกลางปีที่แล้ว ซึ่งการใช้งานในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาถือว่าได้รับผลตอบรับที่ดีมากๆ ทีเดียว ทั้งๆ ที่ตอนแรกดูเหมือนว่าจะมีหลายคนที่ค่อนข้างไม่เห็นด้วยที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการตัดสิน และกลัวว่าสเน่ห์ของฟุตบอลจะหายไป แต่ทางฟีฟีก็ได้มีกฏเกณฑ์ในการใช้งานที่ชัดเจนมากๆ ว่าจะใช้ได้ในจังหวะไหนบ้าง ทำให้การใช้งานนั้นก็ไม่ได้ยืดเยื้อ หรือว่าบ่อยครั้งมากเกินไปจนทำให้เสียอรรถรสในการรับชมแต่อย่างใด แต่มันกลับส่งผลดีต่อการตัดสินของผู้ตัดสินอย่างมากเลยทีเดียว เนื่องจากว่าถือว่าเป็นวีดีโอที่จะให้โอกาสที่ผู้ตัดสินจะได้ตัดสินใจใหม่อีกครั้งในกรณีที่เห็นในตอนที่เกิดเหตุแล้ว แต่ยังไม่เคลียร์ หรือว่าจะเป็นการช่วยให้ผู้ตัดสินอาจจะได้เห็นในสั่งที่ไม่ได้เห็นตอนมันเกิดเหตุการณ์ก็ได้ และทำให้การตัดสินใจของผู้ตัดสินมีน้ำหนักมากขึ้นด้วย

หลังจากที่จบศึกฟุตบอลโลกไปแล้ว ก็ได้มีหลายๆ ลีกที่เห็นประโยชน์จากการใช้ VAR และได้ตัดสินใจนำมันมาใช้ในฤดูกาลนี้ทันที ทั้งลา ลีก้าสเปน ที่นำระบบ VAR รวมถึงระบบ Goal line มาใช้พร้อมกันเหมือนกับฟุตบอลโลกเลยทีเดียว รวมถึงศึกบุนเดสลีก้าด้วย ที่ก็นำระบบ VAR มาใช้แล้วเช่นกัน ส่วนในกัลโช่ เซเรีย อาได้มีการนำมาใช้ตั้งแต่เมื่อฤดูกาลก่อนแล้ว แต่ว่าในศึกพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ยังตัดสินใจที่จะยังไม่นำระบบ VAR มาใช้ในฤดูกาลนี้ โดยจะนำมาใช้กับฟุตบอลคาราบาว คัพเพียงบางนัดเท่านั้นก่อนเหมือนฤดูกาลที่แล้ว โดยฤดูกาลนี้พรีเมียร์ลีกจะมีเพียงระบบ Goal line แบบเดิมไปก่อน แล้วฤดูกาลหน้าถึงจะมีการพิจารณากันใหม่อีกครั้ง

ตั้งแต่เริ่มฤดูกาลใหม่มาก็เริ่มมีเสียงวิจารณ์กับทางพรีเมียร์ลีกทันทีเมื่อยังไม่ยอมนำระบบ VAR มาใช้ในฤดูกาลนี้ เนื่องจากการตัดสินของผู้ตัดสินเริ่มค้านสายตาแฟนฟุตบอลตั้งแต่เริ่มฤดูกาลเลยทีเดียว ทั้งการเช็กล้ำหน้าพลาดจนทำให้เกิดการได้เสียประตู หรือจังหวัก้ำกึ่งที่จะมีการฟาวส์ในเขตโทษต่างๆ โดยเฉพาะนัดล่าสุดที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกไปเสมอกับวูล์ฟแฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส 1-1 ด้วย ที่หมือนว่าทีมแชมป์เก่าจะเสียประโยชน์ไปแบบเต็มๆ เลยก็ว่าได้ ทั้งลูกที่ถูกเจ้าถิ่นนำก็เป็นการแฮนด์บอลแบบชัดเจนด้วย